แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

27 ก.พ. 2569

โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายใกล้ตัวที่มากับยุงลาย

 โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายใกล้ตัวที่มากับยุงลาย

ทุกปีในช่วงฤดูฝน ประเทศไทยต้องเผชิญกับการระบาดของโรคไข้เลือดออก ซึ่งสร้างความเจ็บป่วยและคร่าชีวิตประชาชน โดยเฉพาะเด็กเล็ก โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) และมี ยุงลายบ้าน และ ยุงลายสวน เป็นพาหะนำโรค


ทำไมถึงน่ากลัว?

ไข้เลือดออกไม่ใช่แค่ไข้สูงธรรมดา แต่สามารถพัฒนาไปสู่อาการรุนแรง คือ ไข้เลือดออกชนิดช็อก (Dengue Shock Syndrome) ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง


อาการที่ควรสังเกต

อาการมักเริ่มหลังจากถูกยุงลายกัด 4-10 วัน โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้

  • ไข้สูงลอยทันทีทันใด (39-40 องศาเซลเซียส) นาน 2-7 วัน
  • หน้าแดง โดยเฉพาะบริเวณแก้ม คอ และหน้าอก
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กระดูก และปวดกระบอกตา (ที่มาของชื่อ "ไข้แตกกระดูก")
  • มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง หรือกดแล้วไม่หาย
  • อาเจียนเป็นสีดำ หรืออุจจาระมีเลือดปน (อาการรุนแรง)
  • ช็อก : ซึม กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตต่ำ

คำเตือน : อย่าประมาทเมื่อไข้ลดลง! ระยะนี้คือระยะช็อกที่อันตรายที่สุด


การรักษา... ไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะ

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเดงกีโดยตรง การรักษาหลักคือ การดูแลตามอาการ และที่สำคัญที่สุดคือ:

  •  ห้ามกินยาแอสไพรินหรือไอบูโพรfen (NSAIDs) เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
  • ให้ ยาพาราเซตามอล เพื่อลดไข้เท่านั้น
  • ดื่มน้ำมาก ๆ หรือน้ำเกลือแร่ (OR) หากดื่มไม่ได้หรือมีอาการช็อกต้องให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำในโรงพยาบาล


รู้เท่าทัน ป้องกันได้ด้วย “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค”

การป้องกันที่ดีที่สุดคือ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เพราะยุงลายชอบวางไข่ในน้ำนิ่งใสสะอาด หลักการง่าย ๆ คือ

  1. ✅ เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง
  2. ✅ เก็บขยะ โดยเฉพาะภาชนะที่อาจมีน้ำขัง เช่น กระป๋อง ยางรถยนต์เก่า แก้วแตก
  3. ✅ เก็บน้ำ ปิดฝาภาชนะใส่น้ำให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกัน ถ้วยรองขาตู้กับข้าว ทุกสัปดาห์ และปล่อยปลาหางนกยูงในอ่างน้ำหรือบ่อน้ำ

“3 เก็บ” นี้ ช่วยป้องกันได้ถึง 3 โรค คือ ไข้เลือดออก, ไข้ปวดข้อยุงลาย (Chikungunya) และไข้ซิกา (Zika)


ข้อควรปฏิบัติเมื่อมีผู้ป่วยไข้เลือดออกในบ้าน

  • แยกผู้ป่วยในมุ้ง เพื่อป้องกันยุงกัดผู้ป่วย แล้วไปกัดคนอื่น (ยุงจะเป็นพาหะแพร่เชื้อต่อไป)
  • ทายากันยุงให้ผู้ป่วยและคนรอบข้าง
  • หากพบยุงลายในบ้าน ให้ใช้ไม้ตียุงหรือลูกเหม็น (แต่ควรระวังเด็กและสัตว์เลี้ยง)


สรุป

ไข้เลือดออกเป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด แต่ ป้องกันได้ ถ้าร่วมมือกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย หากมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตัว โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ควรรีบพบแพทย์ทันที อย่าซื้อยากินเอง และอย่าลืม “3 เก็บ” เพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัวและชุมชน


ข้อมูลโดย : กองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดอีกครั้งก่อนเผยแพร่)

เผยแพร่เพื่อสังคม : ช่วยแชร์ให้คนที่คุณรักรู้ทันภัยร้ายใกล้ตัวนี้

2 ก.พ. 2569

นิยามรักฉบับคนรุ่นใหม่: รักปลอดภัย ใส่ใจ "เกราะป้องกัน" ในวันวาเลนไทน์


กุหลาบแดง ช็อกโกแลต และบรรยากาศสุดโรแมนติกในช่วงเทศกาล "วันแห่งความรัก"** มักทำให้หัวใจของใครหลายคนพองโต แต่ในท่ามกลางความหวานชื่น สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามคือความรับผิดชอบต่อตนเองและคนที่เรารัก เพราะ "ความรัก" ที่ดีควรมาพร้อมกับ "ความปลอดภัย"

 1. รักแท้... ไม่ต้องรีบ (ป้องกันท้องก่อนวัยอันควร)


ความเชื่อที่ว่าการมีเพศสัมพันธ์คือการพิสูจน์รักแท้ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตที่เกินตั้งตัว โดยเฉพาะในวัยเรียนที่ความพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และฐานะยังไม่เต็มร้อย

 ตระหนักถึงอนาคต: การตั้งครรภ์ในวัยที่ไม่พร้อมส่งผลกระทบต่อทั้งการศึกษาและโอกาสในชีวิต
 ทางเลือกของความปลอดภัย: หากเลี่ยงไม่ได้ การใช้ ถุงยางอนามัย ร่วมกับการคุมกำเนิดวิธีอื่น (Double Protection) คือทางออกที่ดีที่สุด
 กล้าที่จะ "ปฏิเสธ": การบอกว่า "ไม่" เมื่อยังไม่พร้อม ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือการเคารพตัวเอง

 2. รักสะอาด... ปราศจากเชื้อ (ป้องกัน HIV และโรคติดต่อ)


ไวรัส HIV หรือโรคเอดส์ ไม่ได้เลือกหน้าตาหรือฐานะ ความประมาทเพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

 ถุงยางอนามัยคือฮีโร่: ไม่ใช่แค่ป้องกันท้อง แต่คือปราการด่านเดียวที่ป้องกันเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 ความเชื่อผิดๆ: "ดูภายนอกสะอาดคงไม่มีเชื้อ" หรือ "ใช้การหลั่งภายนอกคงไม่ติด" เป็นความเข้าใจที่ผิดและอันตรายอย่างยิ่ง
 ตรวจเช็กเพื่อความชัวร์: การจูงมือกันไปตรวจเลือดก่อนเริ่มความสัมพันธ์ลึกซึ้ง คือการแสดงออกถึงความรักและความจริงใจที่ทันสมัยที่สุด

 Checklist: วาเลนไทน์นี้ รักอย่างไรให้ปลอดภัย?

  •  พกถุงยางอนามัย  :  ป้องกันได้ทั้งการท้องและโรคติดต่อ 100% (หากใช้ถูกวิธี) 
  •  หลีกเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยง  :  การอยู่สองต่อสองในที่ลับตาหรือการดื่มแอลกอฮอล์จนขาดสติ 
  •  สื่อสารกับคู่รักตรงๆ  :  ตกลงเรื่องความปลอดภัยก่อนเกิดเหตุการณ์จริง 
  •  รักตัวเองให้มาก  :  คนที่รักเราจริง จะเคารพการตัดสินใจและความปลอดภัยของเรา 

"เพราะความรักไม่ได้วัดกันที่การเสียสละร่างกาย แต่อยู่ที่การร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสและปลอดภัยไปด้วยกัน"

วาเลนไทน์ปีนี้ ให้ "ถุงยางอนามัย" และ "สติ" เป็นส่วนหนึ่งของของขวัญที่คุณมอบให้ตัวเองและคู่รัก เพื่อให้วันแห่งความรักเป็นความทรงจำที่สวยงาม โดยไม่มีความกังวลตามมาภายหลัง



https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjvgMqyaw6J4CyzA-DBauupN9P-ZmuXxfvj32z-TClg_7TuZsNV3OHrcGt13r9Vp_ubij9WPY2cKBjqCKzYxfAWL-hqhq7Ea5W74SC8rrBhr-MtxebobyE8Az0ma9qeqpv8EIJK2GlMyXPLnS_SfckUDQQvX6diMDHqR_MNyzuxOSUhc6swU05e2DopANXP/s2816/Gemini_Generated_Image_tluesptluesptlue.png

12 ก.ย. 2568

เทคนิคการทำ Digital Detox: ปิดสวิตช์โลกออนไลน์ เปิดพื้นที่ให้หัวใจได้หายใจ


ในยุคที่ทุกสิ่งเชื่อมโยงกันด้วยปลายนิ้ว โลกดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่แยกไม่ออก แต่ภายใต้ความสะดวกสบายและความบันเทิงที่ได้รับอย่างไม่จำกัดนั้น หลายคนกำลังเผชิญกับ "ความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล" (Digital Fatigue) โดยไม่รู้ตัว ซึ่งนำไปสู่ความเครียด ความวิตกกังวล และการบั่นทอนสุขภาพจิตในระยะยาว

บทความนี้จะนำเสนอเทคนิค "Digital Detox" หรือการพักจากการใช้สื่อดิจิทัล เพื่อให้คุณได้กลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง โลกแห่งความเป็นจริง และฟื้นฟูสุขภาพจิตให้แข็งแรงอีกครั้ง

Digital Detox คืออะไร? ทำไมต้องทำ?

Digital Detox คือ การตั้งใจลดหรือหยุดการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ชั่วคราว โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบเชิงลบจากการเชื่อมต่อตลอดเวลา และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีขึ้น

ทำไมถึงสำคัญต่อสุขภาพจิต?

  • ลดความเครียดและวิตกกังวล: การเสพข่าวสารเชิงลบ (Dooms Scrolling) หรือการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) สูงขึ้น และนำไปสู่ความวิตกกังวลได้

  • เพิ่มคุณภาพการนอนหลับ: แสงสีฟ้าจากหน้าจอส่งผลกระทบต่อการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ การลดใช้หน้าจอก่อนนอนจึงช่วยให้หลับได้สนิทขึ้น

  • พัฒนาสมาธิและประสิทธิภาพ: การแจ้งเตือนที่ดังขึ้นตลอดเวลาขัดจังหวะสมาธิและลดประสิทธิภาพในการทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ในโลกจริง: การหมกมุ่นกับหน้าจอทำให้ละเลยปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การทำ Digital Detox ช่วยให้เรากลับมามีส่วนร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูงได้อย่างเต็มที่

  • ค้นพบตัวเองและงานอดิเรกใหม่ๆ: เมื่อมีเวลาว่างจากหน้าจอ เราจะมีโอกาสสำรวจความสนใจส่วนตัว ค้นพบงานอดิเรกที่สร้างสรรค์ และเข้าใจความต้องการของตัวเองมากขึ้น

เทคนิคการทำ Digital Detox ฉบับปฏิบัติได้จริง

การทำ Digital Detox ไม่จำเป็นต้องหักดิบและรู้สึกทรมาน คุณสามารถเริ่มต้นด้วยขั้นตอนง่ายๆ และค่อยๆ ปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

1. กำหนดเขตปลอดดิจิทัล (Digital-Free Zones)

เลือกพื้นที่ในบ้านของคุณที่ห้ามใช้อุปกรณ์ดิจิทัลโดยเด็ดขาด เช่น:

  • ห้องนอน: ไม่นำโทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์เข้าห้องนอน เพื่อให้ห้องนอนเป็นสถานที่สำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง

  • โต๊ะอาหาร: ห้ามใช้โทรศัพท์ขณะรับประทานอาหาร เพื่อให้ทุกคนได้มีช่วงเวลาคุณภาพร่วมกัน

  • ห้องน้ำ: หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ในห้องน้ำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและเป็นการพักสายตา

  • โซนทำงาน: ลองกำหนดเวลาพักจากหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุกๆ 1 ชั่วโมง ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายหรือมองออกไปนอกหน้าต่าง

2. ตั้งกฎเรื่องเวลา (Time Limits & Schedules)

  • กำหนดเวลาปลอดโทรศัพท์: เช่น ไม่ใช้โทรศัพท์ในช่วง 1 ชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน และ 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อให้จิตใจได้เตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่และการพักผ่อน

  • ใช้แอปพลิเคชันช่วยจำกัดเวลา: มีแอปพลิเคชันมากมายที่ช่วยจำกัดเวลาการใช้งานแอปพลิเคชันบางตัว หรือล็อกหน้าจอเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เช่น Forest, OffScreen หรือตัวตั้งค่าในโทรศัพท์มือถือของคุณเอง

  • วันหยุดพักจอ (Screen-Free Day): ลองกำหนด 1 วันในสัปดาห์ เช่น วันอาทิตย์ ให้เป็นวันปลอดจากอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อใช้เวลากับกิจกรรมอื่นๆ อย่างเต็มที่

3. ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น (Turn Off Notifications)

การแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาตลอดเวลาคือตัวขัดสมาธิชั้นดี:

  • ปิดการแจ้งเตือนแอปโซเชียลมีเดีย: เลือกปิดการแจ้งเตือนแบบ Pop-up หรือเสียงเตือนสำหรับแอปพลิเคชันที่ไม่สำคัญ เพื่อลดสิ่งรบกวน

  • ใช้โหมด "ห้ามรบกวน" (Do Not Disturb): เปิดโหมดนี้ในเวลาที่ต้องการสมาธิ หรือในช่วงเวลาพักผ่อน เพื่อป้องกันสายเข้าหรือข้อความที่ไม่จำเป็น

4. ทำความสะอาดดิจิทัล (Digital Declutter)

เหมือนกับการจัดบ้าน การจัดระเบียบพื้นที่ดิจิทัลก็สำคัญ:

  • ลบแอปที่ไม่จำเป็น: ลบแอปพลิเคชันที่คุณไม่ได้ใช้งานหรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เพื่อลดสิ่งล่อใจ

  • เลิกติดตามบัญชีที่สร้างพลังงานลบ: ยกเลิกการติดตามบัญชีโซเชียลมีเดียที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดี หรือเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น

  • จัดเรียงแอปให้เป็นระเบียบ: ซ่อนแอปโซเชียลมีเดียไว้ในโฟลเดอร์ลึกๆ หรือหน้าจอสุดท้าย เพื่อไม่ให้เห็นง่ายจนเผลอกดเข้าไป

5. ค้นหากิจกรรมทดแทน (Find Analog Activities)

เมื่อลดเวลาหน้าจอแล้ว ควรหากิจกรรมอื่นๆ มาเติมเต็ม เพื่อให้ไม่รู้สึกเบื่อหรือขาดอะไรไป:

  • อ่านหนังสือ: กลับไปสู่การอ่านหนังสือเล่ม การอ่านช่วยพัฒนาสมาธิและเสริมสร้างจินตนาการ

  • ออกกำลังกาย: ไปวิ่ง, โยคะ, หรือเดินเล่นในสวนสาธารณะ การออกกำลังกายช่วยลดความเครียดได้อย่างดีเยี่ยม

  • งานอดิเรกสร้างสรรค์: วาดรูป, เล่นดนตรี, ทำอาหาร, จัดสวน, หรือทำงานฝีมือ

  • ใช้เวลากับธรรมชาติ: "อาบป่า" (Forest Bathing) หรือเพียงแค่เดินเล่นในสวนสาธารณะ การเชื่อมโยงกับธรรมชาติช่วยฟื้นฟูจิตใจ

  • พูดคุยกับคนรอบข้าง: ใช้เวลาคุณภาพกับครอบครัวและเพื่อนฝูง โดยไม่มีโทรศัพท์มาขัดจังหวะ

6. ท้าทายตัวเองด้วย "Digital Detox Holiday"

หากคุณพร้อมที่จะก้าวไปอีกขั้น ลองวางแผนการเดินทางหรือวันหยุดพักผ่อนที่เน้นการตัดขาดจากโลกดิจิทัล:

  • เลือกจุดหมายปลายทางที่สัญญาณไม่ดี: การไปพักในสถานที่ห่างไกลที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ดีนัก เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการบังคับตัวเองให้ตัดขาด

  • ฝากโทรศัพท์ไว้กับเพื่อนหรือที่พัก: หากคุณกล้าพอ ลองฝากโทรศัพท์ไว้กับคนที่ไว้ใจ หรือล็อกเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทาง และนำออกมาใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉิน

  • พกกล้องฟิล์มหรือกล้องดิจิทัลธรรมดา: ถ่ายภาพด้วยกล้องที่ไม่ใช่โทรศัพท์ เพื่อให้คุณได้สัมผัสกับประสบการณ์การถ่ายภาพอย่างเต็มที่

เริ่มต้นวันนี้ เพื่อสุขภาพจิตที่ดีกว่าเดิม

การทำ Digital Detox ไม่ใช่เรื่องของการปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างสมดุลที่ดีระหว่างโลกออนไลน์และโลกแห่งความเป็นจริง มันคือการให้ของขวัญอันล้ำค่าแก่ตัวคุณเอง นั่นคือ "เวลา" และ "พื้นที่" ให้หัวใจได้หายใจ และฟื้นฟูสุขภาพจิตให้กลับมาแข็งแรง

เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ที่คุณทำได้ และค่อยๆ เพิ่มระดับความท้าทายไปเรื่อยๆ คุณจะพบว่าเมื่อคุณลดเวลาบนหน้าจอลง คุณจะมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และมีความสุขกับชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น ขอให้สนุกกับการเดินทางสู่การเป็น "คุณคนใหม่" ที่แข็งแรงทั้งกายและใจ!

24 มิ.ย. 2568

รู้จัก...โรคไข้หวัดใหญ่

📋 รู้จัก...โรคไข้หวัดใหญ่ 🦠
🔹 โรคระบาดประจำถิ่นที่มีมานาน พบได้ทุกกลุ่มอายุ แต่จะพบมากในเด็ก 👧 อัตราป่วยตายมักพบในผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว 👵🧓🫁
📋 โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้ออินฟลูเอนซาไวรัส (Influenza virus) มี 3 ชนิด คือ Influenza A, B และ C
การติดต่อ:
- ผ่านการหายใจ: รับละอองฝอยจากน้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย
- มือสัมผัส: สัมผัสกับละอองฝอยที่มีเชื้อแล้วนำมาสัมผัสที่จมูกหรือตา
คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่:
ปิด 😷: ปิดปาก จมูก เมื่อไอ จาม ทุกครั้ง ด้วยผ้า หรือทิชชู หากป่วยควรสวมหน้ากากอนามัย
ล้าง 🧼: ล้างมือก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์
เลี่ยง 🙅‍♀️: หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด คลุกคลีกับผู้ป่วย หรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีผู้คนแออัด
หยุด 🛌: หยุดเมื่อป่วย หยุดงาน หยุดเรียน แม้มีอาการไม่มาก ควรพักรักษาตัวอยู่บ้าน จนกว่าจะหายดี
ฉีด 💉: ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เพียงพอ
จัดทำ ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2568
ที่มา: สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 3 จังหวัดนครสวรรค์, กรมควบคุมโรค
❤️ด้วยความปรารถนาดีจาก สคร.3 นครสวรรค์❤️
❤️ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ได้ทัน ป้องกันได้! ✅

__________________________







16 พ.ค. 2568

5 อันดับโรคที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดใน 5 ปีที่ผ่านมา

5 อันดับโรคที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด
ใน 5 ปีที่ผ่านมา

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สถิติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ระบุว่า มีโรคร้ายแรงบางชนิดที่ยังคงคร่าชีวิตผู้คนในระดับสูงอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ทั้งจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ความเสื่อมของร่างกายตามอายุ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ 5 อันดับโรคที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในช่วงปี 2020–2024 พร้อมแนวทางป้องกันเพื่อให้คุณและคนที่คุณรักห่างไกลจากความเสี่ยง



อันดับที่ 1:
โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases)

สถิติ:

  • คิดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตประมาณ 17.9 ล้านรายต่อปีทั่วโลก

  • เป็นกลุ่มโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดต่อเนื่องหลายปี

สาเหตุหลัก:

  • ความดันโลหิตสูง

  • คอเลสเตอรอลสูง

  • พฤติกรรมการกินที่ไม่ดี เช่น อาหารไขมันสูง น้ำตาลสูง

  • ขาดการออกกำลังกาย

  • สูบบุหรี่

วิธีป้องกัน:

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี

  • หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ อาหารแปรรูป และโซเดียมสูง

  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

  • งดสูบบุหรี่และลดแอลกอฮอล์

  • ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะระดับไขมันและความดัน


อันดับที่ 2:
โรคมะเร็ง (Cancer)

สถิติ:

  • คร่าชีวิตกว่า 10 ล้านคนต่อปี

  • มะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่

สาเหตุหลัก:

  • การสัมผัสสารก่อมะเร็ง เช่น ควันบุหรี่ แอลกอฮอล์

  • พฤติกรรมการกิน เช่น เนื้อแดง อาหารปิ้งย่าง

  • พันธุกรรม

  • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HPV, HBV

วิธีป้องกัน:

  • ตรวจสุขภาพและคัดกรองมะเร็งตามช่วงอายุ (เช่น มะเร็งเต้านม ปากมดลูก ลำไส้ใหญ่)

  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

  • รับประทานผักผลไม้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  • ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV และไวรัสตับอักเสบบี


อันดับที่ 3:
โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง (Chronic Respiratory Diseases)

สถิติ:

  • มีผู้เสียชีวิตกว่า 3.5 ล้านรายต่อปี

  • โรคที่พบบ่อย เช่น ถุงลมโป่งพอง หอบหืด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)

สาเหตุหลัก:

  • การสูบบุหรี่ (สาเหตุหลักของ COPD)

  • มลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5

  • การทำงานในสภาพแวดล้อมมีสารเคมี/ฝุ่น

  • พันธุกรรมหรือโรคประจำตัวแต่กำเนิด

วิธีป้องกัน:

  • งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง

  • ใช้หน้ากากป้องกันฝุ่นเมื่อต้องออกนอกบ้านในวันที่คุณภาพอากาศแย่

  • รักษาสภาพแวดล้อมในบ้านให้สะอาด ปราศจากฝุ่นและเชื้อรา

  • ตรวจปอดตามแพทย์นัดหากมีอาการหายใจลำบากเรื้อรัง

  • รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่และป้องกันปอดบวมตามคำแนะนำของแพทย์


อันดับที่ 4:
เบาหวาน (Diabetes Mellitus)

สถิติ:

  • เสียชีวิตราว 1.5 ล้านรายต่อปีโดยตรง และอาจเกี่ยวข้องกับอีกหลายล้านรายทางอ้อม

  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในประเทศรายได้ปานกลางถึงต่ำ

สาเหตุหลัก:

  • พฤติกรรมการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็มมากเกินไป

  • ขาดการออกกำลังกาย

  • น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน

  • พันธุกรรมและอายุที่เพิ่มขึ้น

วิธีป้องกัน:

  • เลือกรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน

  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดประจำปี

  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม ชาเย็น ชานม


อันดับที่ 5:
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน (เช่น COVID-19, ปอดบวม)

สถิติ:

  • เฉพาะ COVID-19 มีผู้เสียชีวิตกว่า 7 ล้านคนทั่วโลกตั้งแต่ปี 2020

  • ปอดบวมยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

สาเหตุหลัก:

  • ไวรัส SARS-CoV-2 (COVID-19)

  • แบคทีเรียและไวรัสที่ก่อให้เกิดปอดอักเสบ

  • การติดเชื้อซ้ำซ้อนในผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว

วิธีป้องกัน:

  • รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 และไข้หวัดใหญ่ตามคำแนะนำของแพทย์

  • รักษาสุขอนามัย เช่น ล้างมือบ่อย ๆ และสวมหน้ากากในที่แออัด

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วยที่มีอาการไอจาม

  • พักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลภูมิคุ้มกันของร่างกาย

โรคที่คร่าชีวิตมากที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และ สภาพแวดล้อม เป็นสำคัญ การปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับหลักสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารให้สมดุล ออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ และตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แข็งแรงยั่งยืน


หากคุณเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ อนาคตคุณจะขอบคุณตัวเองในวันที่ยังมีสุขภาพดีอยู่เสมอ



ป่วยโควิด-19 ในปี 2568 ต้องทำอย่างไรบ้าง ? อาการและข้อปฏิบัติต้องรู้

 โควิด-19 ยังคงอยู่กับเราตลอดไปเหมือนกับไข้หวัดใหญ่ เปิดอาการโควิดล่าสุด และข้อปฏิบัติหากสงสัยว่าป่วย และ มาตรการการกักตัวและการรักษาตัวที่บ้าน ?

โควิด-19 แน่นอนว่า หลายคนรู้จักและคุ้นเคยดี เพราะสถานการณ์ผู้ติดเชื้อที่รุนแรงมากๆได้หายไปพักใหญ่ แต่ล่าสดปี 2568 ด้วยปัจจัยหลังเทศกาลสงกรานต์ และ หน้าฝน ทำให้โควิด 19 กลับระบาดเพิ่มอีกครั้ง ซึ่งข้อมูลล่าสุดวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 มีจำนวนผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปี 2568 อยู่ที่ ประมาณ 74,600 รายสียชีวิตเพิ่ม 6 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 22 ราย ซึ่งถึงแม้อาการจะไม่รุนแรง แต่อย่างที่เห็นว่ายังมีผู้ป่วยและเสียชีวิตอยู่ วันนี้ พีพีทีวีออนไลน์ จะอัปเดตข้อมูลและทำอย่างไรหากต้องติดโควิดในยุค 2568 นี้


จากข้อมูลกรมควบคุมโรคพบว่าสถานการณ์ โควิด-19 ในไทยขณะนี้เป็น สายพันธุ์ โอมิครอน XEC ซึ่ง สายพันธุ์ลูกผสมตัวใหม่ในตระกูลโอมิครอน พบครั้งแรกที่เยอรมนี มิ.ย. 2567 เกิดจากการรวมกันของ 2 สายพันธุ์ย่อย: KS.1.1 (FLiRT) และ KP.3.3 (FLuQE) แพร่เร็วขึ้นจากการกลายพันธุ์หลายจุด พบแล้วในอย่างน้อย 15 ประเทศ รวมถึงยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย มีการถอดรหัสพันธุกรรมแล้วกว่า 550 ตัวอย่างจาก 27 ประเทศ

จากข้อมูลในสหรัฐฯ อังกฤษ และจีนXEC แพร่เร็วกว่าโอมิครอนตัวอื่นถึง 84–110%บางประเทศมี XEC มากถึง 10–20% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่

อาการของ XEC

  • ไข้ ไอ เจ็บคอ
  • เหนื่อยง่าย ปวดหัว ปวดตัว
  • คัดจมูก น้ำมูกไหล
  • สูญเสียการรับกลิ่น/รส
  • เบื่ออาหาร ท้องเสีย อาเจียน

ซึ่งผู้ที่ได้รับวัคซีนครบหรือเคยติดเชื้อมาก่อน มักมีอาการไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการเลย แต่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หรือภาวะหายใจล้มเหลว 


ข้อปฏิบัติหากสงสัยป่วยโควิด

กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า กรณีเกิดการเจ็บป่วย หรือ สงสัยว่าเป็นโควิด-19 ควรปฏิบัติ

  • หากมีอาการสงสัย หรือ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ให้ตรวจหาเชื้อด้วย ATK ทันที
  • หากผลการตรวจเป็นบวก ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา งดทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวและผู้อื่น แยกของใช้ส่วนตัว หากจำเป็นต้องออกจากที่พัก ขอให้เข้มงวดมาตรการเว้นระยะห่าง ล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา
  • กรณีที่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีไข้ ไอ มีเสมหะ โดยที่อาการไม่รุนแรง แต่ไม่สามารถตรวจ ATK ให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่สาธารณะ หากจำเป็น จะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา
  • กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูง หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการ
  • งดหรือหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง 608 หากไม่สามารถหลีกเลี่ยง จะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

ควรตรวจ ATK เมื่อไร?
หากมีเชื้อโควิดในร่างกายไม่มาก การตรวจโควิดด้วย ATK อาจไม่พบเชื้อ ดังนั้น ถ้ามีอาการไม่สบาย เช่น เจ็บคอมาก มีไข้ต่ำ ๆ ควรหมั่นตรวจ ATK เรื่อย ๆ จนถึงวันที่ 4-5 หลังจากเริ่มมีอาการ หากอาการป่วยรุนแรงขึ้นก็ควรไปพบแพทย์และเข้ากระบวนการรักษาอย่างเหมาะสม

โควิด 2568 กี่วันหาย
จะหายป่วยโควิดเมื่อไรนั้นขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละคน เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่แตกต่างกัน ทั้งเรื่องจำนวนเชื้อและสายพันธุ์ของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย รวมถึงความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเชื้อโรค


ซึ่งการกักตัวอย่างน้อย 5 วันตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข สามารถลดโอกาสแพร่เชื้อได้ หรือถ้าเป็นไปได้ควรกักตัวสัก 7-10 วัน จนกว่าจะไม่มีอาการป่วย และตรวจ ATK แล้วเป็นลบ จึงกลับออกมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ 

ขณะที่ในบางคนอาจหลงเหลืออาการอยู่เล็กน้อย เช่น หายโควิดแต่ยังไอ นั่นเป็นเพียงการอักเสบของอวัยวะที่ยังตกค้างอยู่ในร่างกาย ซึ่งอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นในภายหลัง


วิธีรักษาโควิดที่บ้าน
ข้อมูลจากประกาศของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่า สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แพทย์จะให้กลับไปรักษาตัวที่บ้านเหมือนผู้ป่วยนอกทั่วไป โดยผู้ป่วยควรกักตัวที่บ้านอย่างน้อย 5 วัน เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังผู้อื่น และไม่จำเป็นต้องรับประทานยาต้านไวรัส เนื่องจากส่วนมากหายได้เอง

สำหรับวิธีรักษาโควิดที่บ้านตามแนวทางปัจจุบันยังคงเป็นการรักษาตามอาการที่ปรากฏ เช่น รับประทานยาพาราเซตามอลเมื่อมีไข้ ใช้ยาแก้ไอเมื่อมีอาการไอ เป็นต้น ซึ่งอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ยกเว้นว่ามีอาการทรุดหนักลง หายใจลำบาก เช่นนี้ควรรีบกลับไปพบแพทย์

การป้องกันโควิดในปัจจุบัน
  • สวมหน้ากาก เมื่ออยู่ในพื้นที่ปิดหรือมีคนหนาแน่น
  • ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า โดยไม่จำเป็น
  • เว้นระยะห่างทางสังคม ในที่สาธารณะ
  • ตรวจ ATK หากมีอาการเข้าข่าย
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ




ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค และ ศูนย์ข้อมูล COVID-19 และ pptvhd36.com

7 พ.ค. 2568

คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังฉีดวัคซีนให้เด็ก


คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังฉีดวัคซีนให้เด็ก

วัคซีนถือเป็นเกราะป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสำหรับเด็กในช่วงวัยต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงวัยทารกและปฐมวัยที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงดีพอ การฉีดวัคซีนตามกำหนดช่วยลดความรุนแรงของโรคหรือป้องกันการเจ็บป่วยที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม หลังการรับวัคซีน เด็กอาจมีอาการข้างเคียงเล็กน้อยหรือรู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่สามารถดูแลได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ที่บ้าน

บทความนี้จึงรวบรวมคำแนะนำการดูแลเด็กหลังได้รับวัคซีน เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเตรียมตัวและดูแลลูกน้อยได้อย่างถูกวิธีและสบายใจมากยิ่งขึ้น




1. เฝ้าสังเกตอาการหลังฉีดวัคซีน

หลังฉีดวัคซีน ควรสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิดในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก โดยเฉพาะภายใน 30 นาทีแรก หลังการฉีด เนื่องจากเป็นช่วงที่อาจเกิดอาการแพ้รุนแรง (anaphylaxis) ได้ ซึ่งแม้จะพบไม่บ่อย แต่จำเป็นต้องเฝ้าระวัง

อาการที่ควรสังเกต ได้แก่:

  • ไข้ต่ำถึงปานกลาง

  • ร้องกวนหรือหงุดหงิดผิดปกติ

  • บวม แดง เจ็บบริเวณที่ฉีด

  • ง่วงซึมหรืออ่อนเพลีย

  • เบื่ออาหารหรือไม่ยอมดูดนม

  •  มีไข้สูงเกิน 39°C ที่ไม่ลดลงภายใน 24 ชั่วโมง

  • หายใจลำบาก หรือมีเสียงหายใจแปลก ๆ

  • ผื่นลมพิษขึ้นทั่วตัว

  • อาเจียนหรือท้องเสียรุนแรง

  • ซึมหรือไม่ตอบสนอง


2. การดูแลทั่วไปหลังการฉีดวัคซีน

การดูแลอย่างเหมาะสมช่วยให้เด็กฟื้นตัวได้ดีและลดความเสี่ยงจากอาการไม่พึงประสงค์

  • ให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมากในช่วง 1–2 วันแรก

  • ให้ดื่มน้ำหรือนมบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

  • หากมีไข้ ให้เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น และอาจใช้ยาลดไข้ (เช่น พาราเซตามอล) ตามคำแนะนำของแพทย์

  • หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดแรงบริเวณที่ฉีด เพราะอาจทำให้เจ็บมากขึ้น

  • ถ้าเด็กยังคงร้องโยเยมากหรือมีไข้ติดต่อกันเกิน 48 ชั่วโมง ควรพากลับไปพบแพทย์


3. การจัดการอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีด

อาการบวม แดง หรือเจ็บเล็กน้อยบริเวณที่ฉีดวัคซีนถือเป็นปฏิกิริยาทั่วไปของร่างกายต่อวัคซีน

  • ไม่ควรนวดหรือประคบร้อนบริเวณที่ฉีด

  • หากมีอาการบวมมาก อาจประคบเย็นเบา ๆ บริเวณที่ฉีดวันละ 2–3 ครั้ง ครั้งละ 5–10 นาที

  • ให้เด็กสวมเสื้อผ้าที่หลวม สบาย ไม่รัดแน่นตรงตำแหน่งที่ฉีด


4. การให้ยาแก้ไข้

หากเด็กมีไข้หลังฉีดวัคซีน สามารถให้ยาแก้ไข้ได้ตามน้ำหนักตัวของเด็ก โดยต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ ห้ามใช้ยาลดไข้ในกลุ่มแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เพราะอาจเกิดอันตรายได้

แนวทางการให้ยาพาราเซตามอลในเด็ก:

  • ใช้ยาน้ำเชื่อมหรือยาหยดพาราเซตามอลตามอายุและน้ำหนักตัว

  • ป้อนยาทุก 4–6 ชั่วโมงหากมีไข้

  • ห้ามให้ยาต่อเนื่องนานเกิน 2 วันโดยไม่ปรึกษาแพทย์


5. การนัดรับวัคซีนครั้งถัดไป

หลังฉีดวัคซีนเสร็จ ผู้ปกครองควร:

  • ตรวจสอบสมุดบันทึกวัคซีน ว่าวัคซีนเข็มต่อไปคือเมื่อใด และต้องฉีดชนิดใด

  • จดบันทึกหรือตั้งเตือนในปฏิทินมือถือ เพื่อไม่ลืมการฉีดวัคซีนครั้งถัดไป

  • ปรึกษาแพทย์ทันทีหากเด็กมีอาการผิดปกติหลังฉีดวัคซีนก่อนนัดหมายครั้งต่อไป


การฉีดวัคซีนเป็นขั้นตอนสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของเด็กและป้องกันโรคร้ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ปกครองจึงควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลบุตรหลานหลังฉีดวัคซีนอย่างถูกต้อง เพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัย และเติบโตอย่างสมวัย

การดูแลเอาใจใส่ด้วยความเข้าใจแม้ในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังการฉีดวัคซีน จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับทั้งเด็กและครอบครัว พร้อมรับมือกับขั้นตอนต่อ ๆ ไปของการเจริญเติบโตในทุกช่วงวัย

8 ม.ค. 2568

อันตรายจาก บุหรี่ไฟฟ้า

 บุหรี่ไฟฟ้า (ELECTRIC CIGARETTE)


บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน หลังจากที่มีการประกาศห้ามการนำเข้าและครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าออกมาจากทางรัฐบาล มีผู้ออกมาแสดงความคิดเห็นกันมากมายทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็หยิบยกข้อมูลบางด้านมาสนับสนุนความเห็นของตนเอง ทำให้สังคมและประชาชนทั่วไปเกิดความสับสนเกี่ยวกับข้อมูลเหล่านี้ว่าควรจะเชื่อหรือปฏิบัติอย่างไร ขอรวบรวมข้อสงสัยต่าง ๆ และสรุปข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและน่าเชื่อถือมาเพื่อที่จะมาตอบคำถามเหล่านี้ โดยหวังว่าจะสร้างความกระจ่างให้แก่สังคมได้มากขึ้น


บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร?

บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์สูบบุหรี่ชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้กลไกไฟฟ้าทำให้เกิดความร้อนและไอน้ำที่ประกอบไปด้วยสารเคมีต่าง ๆ โดยไม่มีควันจากกระบวนการเผาไหม้เหมือนบุหรี่ปกติทั่วไป ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ แบตเตอรี่  ตัวทำให้เกิดไอและความร้อน (Atomizer) และน้ำยา ถ้ากล่าวถึงเฉพาะส่วนของน้ำยาที่จะถูกทำให้เป็นไอและเข้าสู่ร่างกายของผู้สูบจะประกอบด้วยสารประกอบหลัก ๆ คือ  


  • นิโคติน ซึ่งเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งที่พบได้ในทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ปกติทั่วไป เป็นสารที่ทำให้ร่างกายเสพติดการสูบบุหรี่
  • โพรไพลีนไกลคอล เป็นส่วนประกอบในสารสำหรับการทำให้เกิดไอ
  • กลีเซอรีน เป็นสารเพิ่มความชื้นที่จะผสมผสานกับสารโพรไพลีนไกลคอล  องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหารและยา แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย เช่นเดียวกันกับโพรไพลีนไกลคอล
  • สารแต่งกลิ่นและรส เป็นสารเคมีที่ใช้กับอาหารทั่ว ๆ ไป ซึ่งมีความปลอดภัยเมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกาย แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย


บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายหรือไม่?

สารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่พบในน้ำยาสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น


นิโคติน 

เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เพิ่มความดันโลหิต เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ มะเร็งช่องปาก หลอดอาหาร และตับอ่อน นอกจากนี้นิโคตินยังกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น ซึ่งสารนี้ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุของการเป็นโรคเบาหวาน  นิโคตินกระตุ้นให้จำนวนเซลล์ผนังหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ทำให้เส้นเลือดตีบ เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมอง สำหรับหญิงตั้งครรภ์นิโคตินส่งผลต่อการพัฒนาของสมองทารกในครรภ์ การได้รับสารนิโคตินในระดับที่สูง (60 mg. ในผู้ใหญ่ และ 6 mg ในเด็กเล็ก) เสี่ยงต่อการเสียชีวิต

 

โพรไพลีนไกลคอล และสาร Glycerol/Glycerin 

เมื่อสัมผัสหรือสูดดมเข้าไปอาจทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง ดวงตา และปอดได้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง

นอกจากนี้ยังพบสารประกอบอีกมากมายในไอของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีข้อมูลว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น โลหะหนัก สารหนู สารกลุ่ม Formaldehyde และกลุ่ม Benzene เป็นต้น จากการวิจัยยังพบว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น โรคหัวใจ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ DNA ในเซลล์ปอด หัวใจ และกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง


เทียบกับบุหรี่ธรรมดาแล้วบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมากกว่าหรือน้อยกว่า?

เป็นความจริงที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีกลไกการทำงานที่ไม่มีกระบวนการเผาไหม้เหมือนบุหรี่ธรรมดา ทำให้ผู้สูบลดความเสี่ยงที่จะได้รับสารที่เป็นอันตรายจากการเผาไหม้บางตัวเช่นน้ำมันดินหรือทาร์ (Tar) และคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งและโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

แต่จากที่กล่าวมาข้างต้นสารประกอบอื่น ๆ ที่พบในบุหรี่ไฟฟ้าก็ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ไม่แพ้กัน นอกจากนี้ยังมีบางงานวิจัยที่ระบุว่า ไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้ามีขนาดอนุภาคที่เล็กกว่าบุหรี่ธรรมดา ทำให้สามารถถูกสูดเข้าไปในปอดส่วนลึกได้มากกว่า อนุภาคที่เล็กนี้จะจับเข้ากับเนื้อเยื่อปอดและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็วและยากที่กลไกธรรมชาติของร่างกายจะขับออกมาได้

มีภาษิตฝรั่งบทหนึ่งกล่าวว่า “ผีที่รู้จักก็ยังดีกว่าผีที่ไม่รู้จัก” เรารู้จักบุหรี่ธรรมดากันมานานมากแล้ว มีการวิจัยต่าง ๆ เกี่ยวกับอันตรายของมันอย่างแทบจะทุกแง่ทุกมุมแล้ว จึงทำให้เราตระหนักในโทษภัย และเฝ้าระวังมันได้อย่างดี แต่ด้วยความที่บุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นของใหม่มาก เรายังไม่มีข้อมูลวิจัยที่มากพอที่จะระบุถึงอันตรายของสารเคมีแต่ละตัวในบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ใช้ไปนาน ๆ ในระยะยาว ๆ ซึ่งการที่ยังไม่มีข้อมูลว่าอันตรายไม่ใช่แปลว่าไม่มีอันตราย เพียงแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องยังต้องมีหน้าที่ที่จะต้องติดตามศึกษากันต่อไป


บุหรี่ไฟฟ้าเสพติดหรือไม่?

แน่นอนว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคติน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการเสพติด ดังนั้นการสูบบุหรี่ไฟฟ้าจึงทำให้ผู้สูบ “ติด” ได้ไม่ต่างจากบุหรี่ธรรมดา นอกจากนี้รูปแบบและขั้นตอนในการสูบบุหรี่ไฟฟ้าก็มีความใกล้เคียงกับการสูบบุหรี่ธรรมดามาก ทำให้ผู้สูบยังคงติดในพฤติกรรมการสูบเหมือนบุหรี่ธรรมดา

หากสังเกตในต่างประเทศจะพบว่า โฆษณาของบุหรี่ไฟฟ้ามีลักษณะการใช้ข้อความจูงใจหรือจุดขายไม่ต่างไปจากบุหรี่ธรรมดา เช่น การเพิ่มเสน่ห์ในทางเพศ ทำให้อารมณ์ดี ซึ่งส่งผลในทางจิตวิทยาให้ผู้สูบมีความเชื่อ ฝังใจในคุณสมบัติเหล่านั้นและดำรงพฤติกรรมการสูบมาเรื่อย ๆ แต่ที่มากไปกว่านั้นคือโฆษณาของบุหรี่ไฟฟ้ายังเน้นถึงข้อดีบางอย่างที่เหนือกว่าบุหรี่ เช่น การมีรสชาติที่หลากหลายกว่า ดีต่อสุขภาพมากกว่า มีรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัยและหลากหลายกว่า ไม่มีกลิ่นเหม็น เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าจุดขายเหล่านี้ย่อมดึงดูดและทำให้ผู้สูบมีแนวโน้มที่จะติดกับการสูบได้มากขึ้นด้วย


ถ้าอยากเลิกบุหรี่ธรรมดา การหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยได้หรือไม่?

จุดขายอย่างหนึ่งของบริษัทบุหรี่ไฟฟ้า คือ การพยายามนำเสนอว่า การหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ธรรมดา ซึ่งถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากกว่า  โดยหยิบยกงานวิจัยต่าง ๆ ที่ระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่า และทำให้ผู้สูบลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงได้ ซึ่งงานวิจัยเหล่านี้ภายหลังได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการในวงกว้างแล้วพบว่า เป็นงานวิจัยที่ไม่ได้ทำตามระเบียบวิธีการวิจัยอย่างถูกต้อง มีอคติ และมีผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ทำการวิจัยที่ชัดเจน จึงไม่ได้รับการยอมรับในทางวิชาการอีกต่อไป

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากกว่าที่ทำอย่างถูกต้อง และให้ผลสรุปในทางตรงกันข้าม คือ การสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงเลย ร้ายไปกว่านั้นยังทำให้อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมทั้งธรรมดาและไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นไปอีก โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่มีนิโคตินเหมือน ๆ กัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยาวชน การที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่สูบบุหรี่ (ไม่ว่าจะเริ่มจากชนิดไหน) ท้ายที่สุดก็จะมีการแลกเปลี่ยน ทดลองกันภายในกลุ่มจนคุ้นเคยกับทุก ๆ รูปแบบ เพราะเป็นสิ่งที่ทดแทนกันได้ ขณะนี้ในสหรัฐอเมริกาได้มีการประกาศห้ามอย่างเป็นทางการมิให้บริษัทบุหรี่โฆษณาว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ธรรมดาได้ เพราะขัดกับข้อมูลจากการวิจัยอย่างชัดเจน 


บุหรี่ไฟฟ้าผิดตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร?

ขณะนี้บุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสินค้าต้องห้าม บุคคลที่มีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในความครอบครอง ถือว่ามีความความผิดทั้งผู้นำเข้า ผู้ขาย และผู้ใช้ เมื่อเจ้าหน้าที่พบเห็นความผิดซึ่งหน้าสามารถเข้าจับกุมได้  กรณีเป็นผู้นำเข้ามีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้าที่นำเข้า หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีจำหน่ายจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีผู้สูบหรือมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง ถือว่ามีความผิดในฐานครอบครองสิ่งที่นำเข้ามาโดยผิดกฎหมาย ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าราคาของซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ



ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ , สสส.


ผลกระทบการติดหน้าจอในเด็ก เรื่องที่พ่อแม่ควรรู้

 


ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน การใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ กลายเป็นเรื่องปกติของทั้งผู้ใหญ่และเด็ก แม้ว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะมีข้อดีในการช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้และความบันเทิง แต่สำหรับเด็กเล็ก การใช้เวลามากเกินไปกับหน้าจออาจสร้างผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง ร่างกาย และจิตใจ การเข้าใจถึงผลกระทบเหล่านี้จีงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่และผู้ปกครอง ดังนั้นควรจัดการเวลาในการใช้หน้าจอในเด็กอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริมการเล่นและกิจกรรมที่ไม่ใช้หน้าจอเพื่อพัฒนาการที่ดีในทุกด้าน


ผลกระทบการติดหน้าจอในเด็ก

1. พัฒนาการแรกเริ่มของเด็กกับการใช้หน้าจอ ในยุคลดิจิทัลปัจจุบัน อุปกรณ์หน้าจอมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา แต่สำหรับเด็กเล็ก การใช้เวลามากเกินไปกับหน้าจออาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางสมอง โดยเฉพาะในช่วงปีแรกๆ ของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่สมองต้องการการกระตุ้นจากการเล่นแบบสร้างสรรค์ การสัมผัส และการทดลอง เช่น การเล่นกับของเล่น หรือกิจกรรมทางกายที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการทั้งทางความคิดและร่างกาย

เด็กที่ติดหน้าจอมากเกินไปอาจประสบปัญหาในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการแก้ไขปัญหาและการเรียนรู้ เนื่องจากการใช้อุปกรณ์เหล่านี้มักไม่ช่วยส่งเสริมให้เด็กได้คิดสร้างสรรค์หรือใช้จินตนาการ เช่น การเล่นบทบาทสมมติ การแก้ปริศนา หรือการสำรวจสิ่งรอบตัว

2. ผลกระทบทางด้านร่างกายจากการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน การใช้หน้าจอเป็นเวลานานทำให้เด็กมักอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งผิดท่าทางทำให้เกิดปัญหาปวดคอ หลัง และตา อีกทั้งยังส่งผลต่อการนอนหลับ ซึ่งการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอส่งผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกัน การเจริญเติบโต และความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก

งานวิจัยยังพบว่าเด็กที่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากเกินไปมักจะมีปัญหาทางสุขภาพ เช่น โรคอ้วน เพราะขาดการเคลื่อนไหวร่างกายและการออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้การเผาผลาญพลังงานในร่างกายลดลง

3. ผลกระทบทางจิตวิทยาและสังคม การใช้หน้าจอเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อจิตใจของเด็ก ทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว เนื่องจากการขาดการควบคุมในการใช้อุปกรณ์หน้าจอ อีกทั้งยังขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน หรือครอบครัว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาทักษะสังคม เด็กที่ไม่ได้รับการเล่น หรือปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอาจรู้สึกโดดเดี่ยว และพัฒนาความสามารถในการสื่อสารได้ไม่เต็มที่



ขอบคุณข้อมูลความรู้สุขภาพ  :  สสส. , โรงพยาบาลบางปะกอก

ปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมแต่ละช่วงวัย

 

จากสถิติข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2562 ที่เผยว่า “คนไทยมีพฤติกรรมติดหวาน กินน้ำตาลเฉลี่ยวันละ 25 ช้อนชา มากกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ที่ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชาถึง 4 เท่า” และคนไทยยังเป็นเบาหวานมากขึ้นทุกช่วงอายุ โดยเพิ่มจากร้อยละ 6.9 เป็น 8.9 ทั้งนี้วัยที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือวัยรุ่นและวัยทำงาน ดังนั้นควรรู้ปริมาณน้ำตาลที่ควรบริโภคในแต่ละช่วงวัย

ปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมกับคนแต่ละช่วงวัย

  • เด็ก 6-13 ปี ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 16 กรัม ต่อวัน หรือเทียบได้กับน้ำตาล 4 ช้อนชา
  • วัยรุ่นหญิงชาย อายุ 14 – 25 ปี ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 24 กรัม ต่อวัน หรือเทียบได้กับน้ำตาล 6 ช้อนชา
  • หญิง - ชาย วัยทำงาน อายุ 25-60 ปี ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 16 กรัม ต่อวัน หรือเทียบได้กับน้ำตาล 4 – 6 ช้อนชา
  • หญิง-ชายที่ใช้พลังงานมาก ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 32 กรัม ต่อวัน หรือเทียบได้กับน้ำตาล 8 ช้อนชา
  • ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 16 กรัม ต่อวัน หรือเทียบได้กับน้ำตาล 4 ช้อนชา
ขอบคุณที่มา :  กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  และ โรงพยาบาลบางปะกอก 3

2 ม.ค. 2568

สำนักจุฬาฯ ตอบชัด บุหรี่ไฟฟ้าฮารอมเช่นเดียวกับบุหรี่ธรรมดา

 สำนักจุฬาฯ ตอบชัด บุหรี่ไฟฟ้าฮารอมเช่นเดียวกับบุหรี่ธรรมดา

...ตามที่อ้างถึงมูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทยขอความอนุเคราะห์ให้ความเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งต้องห้ามเช่นเดียวกับบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบต่าง ๆ หรือไม่ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

ในการนี้ จุฬาราชมนตรี ให้เรียนว่า การกิน การดื่ม หรือการเสพสิ่งใด ๆ ที่ก่อให้เกิด อันตรายต่อตนเองและผู้อื่น อันเป็นเหตุให้เสียชีวิตโดยเร็วหรือช้าก็ตาม ถือเป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักการ ศาสนาอิสลาม การสูบบุหรี่ หรือบุหรี่ไฟฟ้าก็เช่นเดียวกัน หากก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นก็ถือ เป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักการศาสนาอิสลามเช่นกัน...

 ดาวน์โหลดเอกสาร คำตอบจาก สำนักจุฬาราชมนตรีได้ที่นี่







ขอบคุณข้อมูล https://muslim4health.or.th/








9 ธ.ค. 2567

10 วิธีดูแลผู้สูงอายุ 👵 “ติดบ้าน ติดเตียง” 🛏️ ในช่วงน้ำท่วม

 🏥 10 วิธีดูแลผู้สูงอายุ 👵 “ติดบ้าน ติดเตียง” 🛏️ ในช่วงน้ำท่วม





🌧️ ในขณะนี้ หลายพื้นที่ทางภาคใต้ประสบภัยน้ำท่วมสูงหนักในหลายพื้นที่ กรมอนามัย ขอส่งหนึ่งในความห่วงใย สำหรับการดูแลสุขภาพของประชาชน กับ การเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมจึงเป็นเรื่องสำคัญ


🔸1. ติดตามข่าวสาร สถานการณ์น้ำท่วม อย่างใกล้ชิด

🔸2. ยกสิ่งของ ขึ้นชั้นบนหรือที่สูง หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรเตรียมกระสอบทราย เพื่อใช้อุดปิดช่องทางที่น้ำจะไหลเข้าบ้าน

🔸3. รู้หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน ของหน่วยงานท้องถิ่น ญาติ หรือ บุคคลใกล้ชิด

🔸4. เรียนรู้เส้นทางการอพยพ ไปที่ปลอดภัยและใกล้บ้านที่สุด ทำแผนที่บ้านผู้สูงอายุ

🔸5. เตรียมโทรศัพท์มือถือ สำเนาเอกสารสำคัญ น้ำดื่มสะอาด ยารักษาโรค และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อม เช่น ไฟฉาย แว่นตา กระดิ่งหรือนกหวีด เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

🔸6. ดูแลสุขอนามัย ของตนเอง เช่น ล้างมือให้สะอาด สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่อับชื้น นอนหลับพักผ่อน 7- 8 ชั่วโมงต่อวัน

🔸7. กินอาหารครบ 5 หมู่ ปรุงสุกใหม่ ย่อยง่ายและรสไม่จัด ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

🔸8. สำหรับอาหารบริจาค ให้สังเกตกลิ่น สี หากมีกลิ่น สีผิดปกติ เหม็นบูดเน่า ไม่ควรนำมาบริโภค กระป๋องหรือภาชนะบรรจุต้องปิดสนิท ไม่ปูดบวมเป็นสนิม และสังเกตวันหมดอายุ

🔸9. จัดเตรียมที่พักให้สะอาด และปลอดภัย เช่น ไม่มีน้ำท่วมขัง ไม่มีการรั่วของไฟฟ้า

🔸10. สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ เช่น การดูแลสุขภาพจิต การล้างมือให้สะอาด การจัดการขยะ/ส้วมเฉพาะกิจ


🏥คำแนะนำ สำหรับประชาชน หลังน้ำลดควรทำอย่างไร

🔸1. เริ่มทำความสะอาดที่พัก เมื่อน้ำลดถึงระดับข้อเท้า 🏠

🔸2. ตัดระบบไฟฟ้า ป้องกันไฟดูด ⚡

🔸3. เปิดประตู หน้าต่าง ระบายอากาศ 🚪🪟

🔸4. สวมอุปกรณ์ป้องกัน ในการทำความสะอาด 🧹🪣

🔸5. ระวังสัตว์มีพิษ ที่หลบอยู่ในบ้าน 🐍



🏥 กรมอนามัย ขออยู่เคียงข้างและห่วงใยสุขภาพ สุขอนามัย ของ ประชาชน และ ไม่หยุดส่งกำลังใจและความช่วยเหลือทุกรูปแบบ ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมขังทุกท่าน ❣️

💝 ขอให้ประชาชนทุกท่านปลอดภัย ทั้งจากภัยธรรมชาติ โรคแฝงที่ตามมากับน้ำ และ อันตรายจากสัตว์มีพิษและพาหะนำโรคต่าง ๆ ด้วยนะคะ 💖


📌กดติดตามข่าวสารสุขภาพของ Facebook กรมอนามัยได้ที่ 




12 มี.ค. 2567

สิทธิบัตรทองหากได้รับความเสียหายจากการรักษา ขอรับเงินช่วยเหลือได้ !

ผู้มีสิทธิบัตรทอง (บัตร 30 บาท) หากใช้สิทธิบัตรทอง แล้วได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาลซึ่งไม่ใช่เป็นพยาธิสภาพของโรคหรือเหตุแทรกซ้อนของโรค มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545


โดยผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือทายาทหรือผู้อุปการะหรือหน่วยบริการที่ให้บริการต้องยื่นคำร้องภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ทราบความเสียหาย

ประเภทและอัตราการช่วยเหลือเบื้องต้น 

ประเภทที่ 1 เสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวร (240,000-400,000)

ประเภทที่ 2 พิการหรือสูญเสียอวัยวะ (100,000-240,000)

ประเภทที่ 3 บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง (ไม่เกิน 100,000 บาท) 

✳️ เป็นความเสียหายจากการรักษาพยาบาล ที่ไม่ใช่พยาธิสภาพของโรคหรือเหตุแทรกซ้อนของโรค เงินช่วยเหลือเบื้องต้นไม่ใช่เงินชดเชย มีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ลดความขัดแย้ง และไม่พิสูจน์ถูกผิด ✳️

ใครยื่นคำร้องได้บ้าง ผู้ที่ได้รับความเสียหาย หรือทายาท หรือผู้อุปการะ หรือหน่วยบริการที่ให้บริหาร

ระยะเวลา ภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ทราบความเสียหาย

การเขียนคำร้องต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้

1.ชื่อ-นามสกุล ผู้รับบริการที่ได้รับความเสียหาย

2.ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาล

3.ชื่อของหน่วยบริการที่ให้การรักษาพยาบาล

4.วันที่เข้ารับการรักษาพยาบาล และวันที่ทราบถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น

5.สถานที่ที่สามารถติดต่อผู้รับบริการที่ได้รับความเสียหายได้โดยสะดวก

6.ระบุภาระที่ผู้รับบริการจะต้องรับผิดชอบเศรษฐานะ

หลักฐานประกอบคำร้องของผู้ได้รับความเสียหาย ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือสูติบัตร หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมีการมอบอำนาจ) เอกสารหรือหลักฐานที่แสดงรายละเอียดข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ประกอบการพิจารณา


สถานที่ยื่นคำร้อง

•    หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

•    สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (ในจังหวัดที่เกิดเหตุ) หรือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 1-13

•    “ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง” หรือหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียน ตามมาตรา 50(5)

•    สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 2 อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ หลักสี่ กรุงเทพมหานคร 


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  

1.สายด่วน สปสช. 1330 

2.ช่องทางออนไลน์

• ไลน์ สปสช. พิมพ์ไลน์ไอดี @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6

• Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ https://www.facebook.com/NHSO.Thailand
 

19 พ.ย. 2566

ทำไมมะเร็งปากมดลูกควรป้องกันตั้งแต่เด็ก

ทำไมมะเร็งปากมดลูกควรป้องกันตั้งแต่เด็ก


  •     มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่พบมากในหญิงไทยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม เกิดจากเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) จะติดต่อได้ทางการมีเพศสัมพันธ์ การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV จึงเป็นแนวทางการป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
  •     วัคซีน HPV คือ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส HPV ทำให้เซลล์ปากมดลูกอักเสบเรื้อรังและเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งได้ และวัคซีนชนิดนี้ยังป้องกันโรคหูดหงอนไก่และมะเร็งทวารหนักในเด็กผู้ชายได้อีกด้วย สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปี จนถึงอายุ 26 ปี
  •     ควรฉีดวัคซีน HPV ตั้งแต่เด็กเพราะ วัคซีนชนิดนี้ควรฉีดก่อนมีเพศสัมพันธ์จะมีประสิทธิภาพการป้องกันได้ดีที่สุด หากเคยมีเพศสัมพันธ์แล้วประสิทธิภาพจะไม่ดีเท่าผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ และควรฉีดในวัยที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดี วัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อได้สูง 70-90% แม้จะใช้ถุงยางอนามัยก็ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ และยังคงต้องมีการตรวจคัดกรองอยู่
  •     ความแตกต่างของวัคซีน HPV ชนิด 4 และ 9 สายพันธ์ คือ วัคซีน HPV ชนิด 4 สายพันธ์ จะเหมาะกับการฉีดให้ผู้ที่มีอายุ 9 ปี ถึง 26 ปี สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก หูดหงอนไก่ ภาวะก่อนมะเร็ง หรือภาวะเซลล์ผิดปกติ ส่วนวัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธ์ จะเหมาะกับการฉีดให้ผู้ที่มีอายุ 9 ปี ถึง 45 ปี สามารถป้องกันโรคได้มากขึ้นกว่าเดิม ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก มะเร็งคอหอยหลังช่องปาก และมะเร็งทางศีรษะเเละลำคอ หูดหงอนไก่ ภาวะก่อนมะเร็ง หรือภาวะเซลล์ผิดปกติ
  •     วัคซีน HPV ห้ามฉีดให้กับผู้ที่มีภาวะภูมิไวเกิน และผู้ที่มีอาการแพ้รุนแรงต่อยีสต์ คนที่เคยฉัดวัคซีนชนิด 2 และ 4 สายพันธุ์ไปแล้ว สามารถฉีดวัคซีนชนิด 9 สายพันธุ์ เพิ่มอีกได้
  •     ต้นเหตุคือไวรัส วัคซีนจึงป้องกันได้ ดังนั้นผู้ปกครองควรพาเด็กๆ มาฉีดวัคซีน HPV โดยด่วนนะคะ เพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในวัยที่ยังสร้างได้ และเพื่อป้องกันโรคร้ายให้กับคนที่คุณรัก หรือท่านใดที่สนใจสามารถเข้ามาฉีดที่โรงพยาบาลรวมแพทย์ฉะเชิงเทราได้เลยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : rpchospital.com

วัคซีน HPV ป้องกันโรคอะไร? ฉีดกี่ครั้ง ตอนไหนบ้าง ?

“วัคซีน HPV” ป้องกันโรคอะไร? ฉีดกี่ครั้ง ตอนไหนบ้าง ?

 


วัคซีนเอชพีวี หรือที่เรียกกันว่า วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก คือวัคซีนที่ใช้ฉีดเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ที่เป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก

ปัจจุบันมี 3 ชนิด ได้แก่ ชนิด 2 สายพันธุ์, ชนิด 4 สายพันธุ์ และชนิด 9 สายพันธุ์

วัคซีนเอชพีวีป้องกันโรคอะไรได้บ้าง

นอกจากป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้แล้ว ในเพศหญิงยังป้องกันมะเร็งของอวัยวะอื่นได้อีก ได้แก่

  •     มะเร็งปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด
  •     ทวารหนัก
  •     ช่องปากและคอหอย


ในผู้ชายวัคซีนสามารถป้องกัน

  •     มะเร็งองคชาติ
  •     ทวารหนัก
  •     ช่องปากและคอหอย


นอกจากนี้วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ และชนิด 9 สายพันธุ์ ยังสามารถป้องกันโรคหูดหงอนไก่ของอวัยวะเพศและทวารหนักของทั้งผู้หญิงและผู้ชายได้อีกด้วย
 

วัคซีนเอชพีวีฉีดอย่างไร

ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป

ควรฉีดก่อนถึงวัยที่มีเพศสัมพันธ์ หรือก่อนติดเชื้อไวรัสเอชพีวีซึ่งจะได้ประโยชน์ในการป้องกันสูงที่สุด

กำหนดการฉีดวัคซีนเอชพีวีขึ้นกับอายุที่เริ่มฉีดวัคซีน ดังนี้

  •     ก่อนอายุ 15 ปี (ก่อนวันเกิดครบอายุ 15 ปี) ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน
  •     หลังอายุ 15 ปี ฉีด 3 เข็ม ที่ 0, 2 และ 6 เดือน
  •     ถ้ามีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง แนะนำให้ฉีด 3 เข็ม ที่ 0, 2 และ 6 เดือน โดยไม่คำนึงถึงอายุ
  •     กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวี ในเด็กหญิงอายุ 11-12 ปี เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก โดยฉีด 2 เข็มห่างกัน 6-12 เดือน
  •     หากเป็นวัคซีน 2 สายพันธุ์ ฉีด 3 เข็มที่ 0, 1 และ 6 เดือน


วัคซีนเอชพีวีมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

  •     วัคซีนมีความปลอดภัยสูง ยังไม่พบว่ามีการเสียชีวิตจากการฉีดวัคซีนโดยตรง
  •     อาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือ ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีดยา
  •     ซึ่งไม่รุนแรง และหายได้เองภายใน 2-3 วัน  
  •     อาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบ ได้แก่ ไข้ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ซึ่งไม่รุนแรงและหายได้เอง


ข้อแนะนำหลังฉีด

  •     ควรสังเกตอาการหลังฉีดวัคซีนแต่ละครั้งเป็นเวลา 15 นาที
  •     ควรคุมกำเนิดหลังจากฉีดวัคซีนครบแล้วอย่างน้อย 1 เดือน


Q: ได้รับวัคซีนเอชพีวียังต้องมาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกไหม ?

A: แม้ได้รับวัคซีนแล้ว เพศหญิงที่ถึงวัยจำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ควรมาเข้ารับการตรวจตามปกติ
 

ขอบคุณข้อมูลจาก : ChulalongkornHospital.go.th

ฉีดวัคซีน HPV ตั้งแต่เด็ก ลดเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก

 


 
มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่พบมากในหญิงไทยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม ข้อมูลระบาดวิทยาปี 2560 พบว่า หญิงไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงถึง 8,184 คนต่อปี และมีอัตราเสียชีวิตเกิน 50% นับว่าเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นแนวทางการป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด หลักการสำคัญคือ ควรฉีดตั้งแต่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์และร่างกายอยู่ในวัยที่สร้างภูมิคุ้มกันได้ดีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบขึ้นไปจนถึงอายุ 26 ปี นอกจากป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกในเด็กผู้หญิงแล้ว วัคซีนยังป้องกันโรคหูดหงอนไก่และมะเร็งทวารหนักในเด็กผู้ชายได้อีกด้วย


รู้จักวัคซีน HPV

วัคซีน HPV หรือวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก คือ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papilloma Virus) อันเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส HPV ทำให้เซลล์ปากมดลูกอักเสบเรื้อรังและเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งได้

 
สายพันธุ์ HPV

ไวรัส HPV ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกมีมากกว่า 40 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปากมดลูกที่พบบ่อยมี 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์ 16 และ 18 โดยวัคซีนที่ป้องกัน 2 สายพันธุ์นี้สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 70% มีชื่อว่า Cervarix ส่วนวัคซีนที่สามารถป้องกันไวรัส HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเช่นเดียวกัน และยังป้องกันโรคหูดที่อวัยวะเพศอีก 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์ 6 และ 11 ได้ถึง 95% มีชื่อว่า Gardasil ซึ่งการจะเลือกฉีดวัคซีนชนิดใดนั้น ควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์

 
ฉีดวัคซีน HPV แบบไหนดีที่สุด

  •     ประสิทธิภาพวัคซีนสูง หากฉีดในวัยที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน
  •     ฉีดในวัยที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี จากงานวิจัยพบว่า ร่างกายของเด็กผู้หญิงสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสนี้ได้ดีในช่วง 9 – 15 ปี ซึ่งสามารถฉีดวัคซีนเพียง 2 ครั้ง แต่ได้ประสิทธิภาพเทียบเท่าการฉีด 3 ครั้ง
  •     ผู้หญิงอายุ 9 – 26 ปี ควรฉีดวัคซีน HPV โดยเน้นให้ฉีดช่วงอายุ 11 – 12ปี
  •     เด็กผู้ชายอายุ 9 – 26 ปี สามารถฉีดวัคซีน HPV ชนิด 4 สายพันธุ์เพื่อป้องกันโรคหูดหงอนไก่และมะเร็งทวารหนัก เน้นให้ฉีดช่วงอายุ 11 – 12 ปี


 
วัคซีน HPV ฉีดให้ถูกต้อง

การฉีดวัคซีน HPV ต้องฉีดให้ครบถ้วนทั้งหมด 3 ครั้ง

  •     ครั้งที่ 1 : ฉีดในวันที่กำหนดเลือก
  •     ครั้งที่ 2 : ฉีดหลังจากเข็มแรก 1 – 2 เดือน
  •     ครั้งที่ 3 : ฉีดหลังจากเข็มแรก 6 เดือน  


***ในเด็กผู้หญิง หากฉีดเข็มแรกก่อนอายุ 15 ปี สามารถฉีดวัคซีนเพียง 2 ครั้ง ห่างกัน 6 – 12 เดือน

 
ข้อดีของวัคซีน HPV

  •     ประสิทธิภาพสูงในการป้องกันไวรัส HPV
  •     ผลข้างเคียงน้อยมาก อาจมีอาการปวด บวม คัน ไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน แต่หายได้เอง
  •     สามารถฉีดร่วมกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
  •     ป้องกันไวรัส HPV ได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย


 
ผู้ที่ห้ามฉีดวัคซีน HPV

  •     ผู้ที่ภาวะภูมิไวเกิน (Hypersensitivity) ต่อสารประกอบในวัคซีน

       

ไวรัส HPV ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ยังรวมไปถึงมะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด และหูดอวัยวะเพศด้วย ดังนั้นการป้องกันโรคด้วยการฉีดวัคซีน HPV ให้ครบถ้วนตั้งแต่อายุยังน้อยย่อมช่วยให้ห่างไกลโรคได้เป็นอย่างดี

ขอบคุณข้อมูลจาก : BangkokHospital.com

14 ธ.ค. 2565

โรคตาแดง อีกหนึ่งโรคฮิต ติดมากในฤดูฝน

 โรคตาแดงหรือโรคเยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis)



    โรคตาแดงเป็นโรคระบาดทางตาที่สามารถติดต่อกันได้ง่าย และ รวดเร็วส่วนมากจะเกิดจากเชื้อไวรัส ( Adenovirus ) หรือ เชื้อแบคทีเรียไม่ใช่โรคที่รุนแรง และ สามารถหายได้เองภายในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ โดยมากมักพบในกลุ่มเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กจะไม่ค่อยระมัดระวังในการป้องกันจึงเกิดการแพร่เชื้อได้ง่ายกว่ากลุ่มวัยอื่น

 

โรคตาแดงมีอาการอย่างไร

  • ตาแดง ปวดเล็กน้อยในเบ้าตามีน้ำตาไหล
  • คันตา เคืองตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในดวงตา
  • เปลือกตาบวม อาจพบตุ่มเล็กๆกระจายอยู่ทั่วไป
  • ในกรณีที่ติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยจะมีขี้ตามาก


โรคตาแดงติดต่อกันอย่างไร

  • การใช้ของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดตัว หมอน เครื่องสำอาง
  • ไอ หรือ จาม การหายใจรดกัน
  • เกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย เช่น น้ำตา ขี้ตาของผู้ป่วย หรือใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย
  • การอยู่ร่วมกันในสถานที่แออัดบริเวณที่มีคนอยู่รวมกันมากๆ


วิธีการป้องกัน

  • หมั่นล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือขยี้บริเวณดวงตาให้ใช้กระดาษทิชชูแบบนุ่มแทนการใช้มือ
  • หากสัมผัสใบหน้า ดวงตา หรือสิ่งของผู้ป่วยควรล้างมือทันที
  • ไม่ใช้ยาหยอดตาขวดเดียวกันกับดวงตาทั้งสองข้าง และควรหยอดตาเฉพาะข้างที่มีอาการเท่านั้น
  • ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย
  • งดใช้คอนแทคเลนส์จนกว่าอาการจะหายสนิท
  • ควรสวมแว่นกันแดด เพื่อกันลมและฝุ่นละออง
  • งดว่ายน้ำในสระว่ายน้ำในช่วงที่เป็นโรคตาแดง
  • พักรักษาตัวอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • พักการใช้สายตา และพักผ่อนให้เพียงพอ


วิธีการรักษา

โรคตาแดงที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Adenovirus จะไม่ค่อยมีอาการรุนแรงและสามารถหายได้เองประมาณ 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยอาจใช้น้ำตาเทียมเพื่อลดการระคายเคืองหรือประคบเย็นเพื่อลดการอักเสบได้ ทั้งนี้หากมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น มีไข้ เจ็บคอแพทย์จะรักษาตามอาการ รวมถึงให้ยาหยอดตาเพื่อฆ่าเชื้อและป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรียที่อาจตามมา





12 พ.ย. 2565

วิธีป้องกันไฟช็อต ไฟฟ้าดูด ไฟฟ้าลัดวงจร ช่วงน้ำท่วม


วิธีป้องกันไฟช็อต ไฟฟ้าดูด ไฟฟ้าลัดวงจร ช่วงน้ำท่วม
1) ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่อยู่ภายนอกอาคาร ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เช่น กริ่ง โคมไฟ ควรเลือกใช้อุปกรณ์ชนิดกันน้ำ รวมถึงติดตั้งสายดิน และเครื่องตัดกระแสไฟฟ้ารั่ว เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร

2) ห้ามใช้หรือสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าในขณะที่ร่างกายเปียกชื้น หรือยืนบนที่ชื้นแฉะ เพราะหากมีกระแสไฟฟ้ารั่ว จะได้รับอันตรายจากไฟฟ้าดูดได้

3) เพิ่มความระมัดระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าบริเวณพื้นที่ชื้นแฉะเป็นพิเศษ เช่น ปั๊มน้ำ เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น เป็นต้น เพื่อความปลอดภัย ควรสวมรองเท้าทุกครั้งขณะใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าในบริเวณเปียกชื้น จะช่วยป้องกันไฟฟ้าดูด

4) กรณีน้ำท่วมบ้านให้ตัดกระแสไฟฟ้า ปิดสวิตช์ไฟ ขนย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นที่สูงพ้นจากระดับที่น้ำท่วมถึง เพื่อป้องกันไฟฟ้าดูด และเครื่องใช้ไฟฟ้าได้รับความเสียหาย

5) ไม่นำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมมาใช้งานรวมทั้งไม่ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยตัวเอง เนื่องจากความไม่ชำนาญและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจก่อให้เกิดอันตรายได้


ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง สามารถป้องกันอุบัติภัยจากไฟฟ้าดูดได้ ด้วยการเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ภายนอกอาคาร ควรเลือกใช้แบบกันน้ำและมีฝาครอบป้องกันฝนสาดและน้ำรั่วซึม รวมทั้ง มีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าดูด อาทิ เครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ เบรกเกอร์ควบคุมไฟ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีโครงหรือวัสดุหุ้มเป็นโลหะ เช่น ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น ไมโครเวฟ ตู้น้ำดื่ม เป็นต้น ควรติดตั้งสายดิน หากกระแสไฟฟ้ารั่ว ไฟฟ้าจะไหลลงสู่พื้นดิน จึงช่วยป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูดได้

การช่วยเหลือผู้ที่ถูกไฟฟ้าดูด
“การช่วยเหลือผู้ที่ถูกไฟฟ้าดูด ให้รีบตัดกระแสไฟฟ้า โดยปิดสวิตช์ ปลดปลั๊กไฟ และสับคัตเอาท์ หากไม่สามารถตัดกระแสไฟฟ้าได้ ให้นำวัสดุที่เป็นฉนวนไฟฟ้า เช่น ผ้าแห้ง หนังสือพิมพ์ เขี่ยสายไฟให้หลุด จากตัวผู้ถูกไฟฟ้าดูด หรือใช้เชือกคล้อง และดันตัวผู้ถูกไฟฟ้าดูดให้หลุดจากบริเวณที่มีกระแสไฟฟ้ารั่ว โดยผู้เข้าช่วยเหลือต้องยืนบนพื้นแห้ง และสวมรองเท้ายาง ห้ามใช้มือหรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายสัมผัสผู้ถูกไฟฟ้าดูดในขณะที่ยังไม่ตัดกระแสไฟฟ้า รวมถึงห้ามช่วยเหลือผู้ถูกไฟฟ้าดูดในขณะที่ร่างกายเปียกชื้น หรือยืนบนพื้นที่ชื้นแฉะ เพราะจะได้รับอันตรายจากไฟฟ้าดูด สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้ถูกไฟฟ้าดูดนั้นหากคนที่ถูกไฟฟ้าดูดมีอาการหมดสติ และหัวใจหยุดเต้น ให้รีบโทรแจ้งหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 หรือสถานพยาบาลใกล้เคียงทันที”

26 ต.ค. 2565

โรคเมลิออยด์ (โรคไข้ดิน) พบบ่อยในฤดูฝน

 โรคเมลืออยด์ (Melioidosis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomalleiที่พบได้ทั่วไปในดิน น้ำ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ของประเทศไทย พบการติดเชื้อได้บ่อยในผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคธาลัสซีเมีย โรคปอด โรคใต ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน



โรคเมลิออยด์ติดได้ทาง

  1. การรับเชื้อผ่านบาดแผลที่ผิวหนัง
  2. การดื่มน้ำหรือการรับประทานอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน
  3. การสูดหายใจรับฝุ่นละอองที่มีเชื้อปนเปื้อน


อาการ

อาการทั่วไป คือ มีใช้ และมีฝีหนองที่ผิวหนังหรือบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่คอ อาจพบการติดเชื้อในอวัยวะภายในอื่น ๆ เช่น ปอด ตับ ม้าม ไต ไปจนถึงติดเชื้อในกระแสเลือดแบบเฉียบพลันอย่างรุนแรงและเสียชีวิตอย่างรวดเร็วได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ อาการและความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย และปริมาณของเชื้อที่ได้รับ


การป้องกัน

  1. หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือสัมผัสดินและน้ำโดยตรง หากจำเป็นต้องสวมรองเท้าบูทถุงมือยาง กางเกงขายาวหรือชุดลุยน้ำ
  2. หากมีบาดแผลที่ผิวหนัง ควรรีบทำความสะอาดบาดแผล และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลนั้นจะแห้งสนิท
  3. รับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำสะอาด
  4. หลีกเลี่ยงการอยู่ที่โล่งแจ้งหรือลงไร่นา ในขณะที่มีพายุฝนหรือสภาพอากาศแปรปรวน



ที่มา : อ. ดร. พญ.สุวัชรี่พร โรจน์ชีวพันธ์  / chulalongkornhospital.go.th

18 ต.ค. 2565

ต้องระวัง! 5 สัตว์อันตราย ช่วงน้ำท่วม

ในช่วงน้ำท่วม และ หน้าฝนนี้ มักมีสัตว์ต่างๆ พากันหนีน้ำ รวมไปถึงสัตว์ที่มีพิษหรืออันตรายด้วยเช่นกัน ซึ่งควรจะต้องระมัดระวัง วันนี้เราจึงมี 5 สัตว์อันตราย ช่วงน้ำท่วมมาฝากเพื่อนๆ  รวมไปถึงวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินค่ะ



1. งู

 ถือเป็นสัตว์ที่พบค่อนข้างบ่อยในช่วงน้ำท่วม ซึ่งมีทั้งแบบมีพิษ และไม่มีพิษ  โดยส่วนใหญ่ที่พบจะเป็น งูเห่า งูเหลือม งูหลาม งูแมวเซา เป็นต้น   เมื่อเกิดน้ำท่วมงูมักจะหนีน้ำขึ้นมาอาศัยอยู่บริเวณที่สูง อย่างต้นไม้ เสาไฟ รวมไปถึงบริเวณตามมุมของบ้านเรือน


การป้องกัน

- มีแสงสว่างเพียงพอ

- นอนให้สูงจากพื้น แล้วกางมุ้ง

- ใส่รองเท้าบูทเมื่อเข้าสวน

- ทำความสะอาดบ้านและดูแลบ้านให้เป็นระเบียบ

- หลีกเลี่ยงการเดินในที่แคบหรือที่รกมีหญ้าสูง โดยเฉพาะเวลากลางคืน


การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

- บีบเลือดบริเวณบาดแผลออก เพื่อขจัดพิษงูออกจากร่างกาย

- ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและฟอกสบู่หรือน้ำด่างทับทิม ใช้ผ้าสะอาดซับให้แห้ง

- พยายามให้อวัยวะที่ถูกกัดเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด อาจดามบริเวณดังกล่าวให้อยู่ในระดับต่ำกว่าหัวใจ และรีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด


2. ตะขาบ

 สัตว์ภัยร้ายที่มีพิษไม่รุนแรงเท่างู แต่ก็ทำให้มีอาการปวด บวมไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งผู้ที่มีอาการแพ้ จะทำให้ใจสั่น ปวดศรีษะ คลื่นใส้ และอาเจียนได้  รวมไปถึงอาการเนื้อตายบริเวณที่โดนตะขาบกัด  โดยสัตว์ชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่บริเวณที่ชื้น อย่าง ซากต้นไม้ เป็นต้น

สำหรับผู้ที่โดนตะขาบกัด ห้ามเกาแผลโดยเด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ  ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด จากนั้นประคบด้วยน้ำอุ่นครั้งละประมาณ 10 นาที เพื่อลดอาการปวด  สามารถทานยาแก้ปวดอย่าง ยาพาราเซตามอล ร่วมได้ เมื่อเกิดอาการปวด

แต่หากไม่ดีขึ้น หรือเกิดการแพ้รุนแรง  มีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืด คลื่นใส้ อาเจียน ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที


3. แมงป่อง

 ถึงแม้จะตัวไม่ใหญ่ แต่ก็เป็นสัตว์ที่มีพิษค่อนข้างรุนแรงมาก ซึ่งแมงป่องจะชอบอาศัยอยู่บริเวณที่มืด เช่น โพรงไม้ ใต้ก้อนหิน  หรือขุดรูอยู่ เป็นต้น

โดยพิษของแมลงป่องจะมากน้อยแตกต่างกัน บ้างแค่มีอาการ ปวด บวม แต่หากมีอาการรุนแรง อาจส่งผลทำให้หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว และความดันโลหิตสูงได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

สำหรับวิธีการปฐมพยาบาลเมื่อแมงป่องต่อย จะเหมือนวิธีของตะขาบ คือ ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด จากนั้นประคบด้วยน้ำอุ่นครั้งละประมาณ 10 นาที เพื่อลดอาการปวด  สามารถทานยาแก้ปวดอย่าง ยาพาราเซตามอล ร่วมได้ เมื่อเกิดอาการปวด  แต่หากมีอาการแพ้รุนแรงให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที


4. ปลิง

 เป็นสัตว์ที่ชินกับน้ำ ชอบอาศัยอยู่ในคลอง บึง  กินเลือดเป็นอาหาร   ซึ่งปลิงส่วนใหญ่ที่พบจะเป็น ปลิงควาย หรือปลิงเข็ม  ในกรณีที่ต้องมีการเดินลุยน้ำแนะนำให้แต่งกายให้มิดชิด เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว โดยบริเวณเท้าแนะนำให้หุ้มด้วยถุงพลาสติก ทับกับปลายขากางเกงแล้วรัดด้วยเชือกหรือยาง เพื่อเป็นการป้องกันปลิง

แต่หากถูกปลิงเกาะหรือดูดเลือก ห้ามใช้มือดึงออกโดดเด็ดขาด เพราะจะทำให้ปากแผลนั้นใหญ่ยิ่งขึ้น แนะนำให้ใช้น้ำมะนาว มะกรูด หรือน้ำเกลือเข้มข้น ราดลงบนตัวปลิง ก็จะทำให้ปลิงนั้นหลุดออก จากนั้นให้รีบทำความสะอาดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือ แอลกอฮอล์ค่ะ


5. แมลงก้นกระดก

 ปิดท้ายด้วยแมลงขนาดเล็กที่เพื่อนๆ หลายคนนั้นหวาดกลัวอย่าง แมลงก้นกระดก ซึ่งจะพบได้มากบริเวณใกล้แหล่งน้ำ และบริเวณที่มีแสงไฟ  ซึ่งพิษของมันนั้นค่อนข้างรุนแรงต่อผิวหนัง เพราะจะทำให้เกิดอาการผื่นแดง ตุ่มน้ำ ปวดแสบปวดร้อน คัน และผิวไหม้

หากต้องเผชิญกับแมลงก้นกระดกแบบใกล้ชิด หรือมาเกาะที่บริเวณลำตัว ห้ามตี หรือสัมผัสโดยเด็ดขาด เเนื่องจากจะทำให้โดนกัดหรือโดนต่อยได้ อีกทั้งยังทำให้พิษกระจายอีกด้วย ซึ่งสิ่งที่ควรทำนั้น ก็คือ การเป่าให้แมลงนั้นออกไป หรือใช้ผ้า กระดาษปัดออกไป ห้ามใช้มือสัมผัสโดยตรง

แต่ในกรณีที่โดนกัดให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาด และ พบแพทย์ในทันที ทั้งนี้เพื่อนๆ สามารถดูวิธีการป้องกันแมลงก้นกระดกเข้าบ้านได้ที่นี่เลย