บทความสุขภาพ / สถานการณ์โรค

27 ก.พ. 2569

โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายใกล้ตัวที่มากับยุงลาย

 โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายใกล้ตัวที่มากับยุงลาย

ทุกปีในช่วงฤดูฝน ประเทศไทยต้องเผชิญกับการระบาดของโรคไข้เลือดออก ซึ่งสร้างความเจ็บป่วยและคร่าชีวิตประชาชน โดยเฉพาะเด็กเล็ก โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) และมี ยุงลายบ้าน และ ยุงลายสวน เป็นพาหะนำโรค


ทำไมถึงน่ากลัว?

ไข้เลือดออกไม่ใช่แค่ไข้สูงธรรมดา แต่สามารถพัฒนาไปสู่อาการรุนแรง คือ ไข้เลือดออกชนิดช็อก (Dengue Shock Syndrome) ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง


อาการที่ควรสังเกต

อาการมักเริ่มหลังจากถูกยุงลายกัด 4-10 วัน โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้

  • ไข้สูงลอยทันทีทันใด (39-40 องศาเซลเซียส) นาน 2-7 วัน
  • หน้าแดง โดยเฉพาะบริเวณแก้ม คอ และหน้าอก
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กระดูก และปวดกระบอกตา (ที่มาของชื่อ "ไข้แตกกระดูก")
  • มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง หรือกดแล้วไม่หาย
  • อาเจียนเป็นสีดำ หรืออุจจาระมีเลือดปน (อาการรุนแรง)
  • ช็อก : ซึม กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตต่ำ

คำเตือน : อย่าประมาทเมื่อไข้ลดลง! ระยะนี้คือระยะช็อกที่อันตรายที่สุด


การรักษา... ไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะ

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเดงกีโดยตรง การรักษาหลักคือ การดูแลตามอาการ และที่สำคัญที่สุดคือ:

  •  ห้ามกินยาแอสไพรินหรือไอบูโพรfen (NSAIDs) เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
  • ให้ ยาพาราเซตามอล เพื่อลดไข้เท่านั้น
  • ดื่มน้ำมาก ๆ หรือน้ำเกลือแร่ (OR) หากดื่มไม่ได้หรือมีอาการช็อกต้องให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำในโรงพยาบาล


รู้เท่าทัน ป้องกันได้ด้วย “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค”

การป้องกันที่ดีที่สุดคือ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เพราะยุงลายชอบวางไข่ในน้ำนิ่งใสสะอาด หลักการง่าย ๆ คือ

  1. ✅ เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง
  2. ✅ เก็บขยะ โดยเฉพาะภาชนะที่อาจมีน้ำขัง เช่น กระป๋อง ยางรถยนต์เก่า แก้วแตก
  3. ✅ เก็บน้ำ ปิดฝาภาชนะใส่น้ำให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกัน ถ้วยรองขาตู้กับข้าว ทุกสัปดาห์ และปล่อยปลาหางนกยูงในอ่างน้ำหรือบ่อน้ำ

“3 เก็บ” นี้ ช่วยป้องกันได้ถึง 3 โรค คือ ไข้เลือดออก, ไข้ปวดข้อยุงลาย (Chikungunya) และไข้ซิกา (Zika)


ข้อควรปฏิบัติเมื่อมีผู้ป่วยไข้เลือดออกในบ้าน

  • แยกผู้ป่วยในมุ้ง เพื่อป้องกันยุงกัดผู้ป่วย แล้วไปกัดคนอื่น (ยุงจะเป็นพาหะแพร่เชื้อต่อไป)
  • ทายากันยุงให้ผู้ป่วยและคนรอบข้าง
  • หากพบยุงลายในบ้าน ให้ใช้ไม้ตียุงหรือลูกเหม็น (แต่ควรระวังเด็กและสัตว์เลี้ยง)


สรุป

ไข้เลือดออกเป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด แต่ ป้องกันได้ ถ้าร่วมมือกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย หากมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตัว โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ควรรีบพบแพทย์ทันที อย่าซื้อยากินเอง และอย่าลืม “3 เก็บ” เพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัวและชุมชน


ข้อมูลโดย : กองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดอีกครั้งก่อนเผยแพร่)

เผยแพร่เพื่อสังคม : ช่วยแชร์ให้คนที่คุณรักรู้ทันภัยร้ายใกล้ตัวนี้

2 ก.พ. 2569

นิยามรักฉบับคนรุ่นใหม่: รักปลอดภัย ใส่ใจ "เกราะป้องกัน" ในวันวาเลนไทน์


กุหลาบแดง ช็อกโกแลต และบรรยากาศสุดโรแมนติกในช่วงเทศกาล "วันแห่งความรัก"** มักทำให้หัวใจของใครหลายคนพองโต แต่ในท่ามกลางความหวานชื่น สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามคือความรับผิดชอบต่อตนเองและคนที่เรารัก เพราะ "ความรัก" ที่ดีควรมาพร้อมกับ "ความปลอดภัย"

 1. รักแท้... ไม่ต้องรีบ (ป้องกันท้องก่อนวัยอันควร)


ความเชื่อที่ว่าการมีเพศสัมพันธ์คือการพิสูจน์รักแท้ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตที่เกินตั้งตัว โดยเฉพาะในวัยเรียนที่ความพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และฐานะยังไม่เต็มร้อย

 ตระหนักถึงอนาคต: การตั้งครรภ์ในวัยที่ไม่พร้อมส่งผลกระทบต่อทั้งการศึกษาและโอกาสในชีวิต
 ทางเลือกของความปลอดภัย: หากเลี่ยงไม่ได้ การใช้ ถุงยางอนามัย ร่วมกับการคุมกำเนิดวิธีอื่น (Double Protection) คือทางออกที่ดีที่สุด
 กล้าที่จะ "ปฏิเสธ": การบอกว่า "ไม่" เมื่อยังไม่พร้อม ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือการเคารพตัวเอง

 2. รักสะอาด... ปราศจากเชื้อ (ป้องกัน HIV และโรคติดต่อ)


ไวรัส HIV หรือโรคเอดส์ ไม่ได้เลือกหน้าตาหรือฐานะ ความประมาทเพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

 ถุงยางอนามัยคือฮีโร่: ไม่ใช่แค่ป้องกันท้อง แต่คือปราการด่านเดียวที่ป้องกันเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 ความเชื่อผิดๆ: "ดูภายนอกสะอาดคงไม่มีเชื้อ" หรือ "ใช้การหลั่งภายนอกคงไม่ติด" เป็นความเข้าใจที่ผิดและอันตรายอย่างยิ่ง
 ตรวจเช็กเพื่อความชัวร์: การจูงมือกันไปตรวจเลือดก่อนเริ่มความสัมพันธ์ลึกซึ้ง คือการแสดงออกถึงความรักและความจริงใจที่ทันสมัยที่สุด

 Checklist: วาเลนไทน์นี้ รักอย่างไรให้ปลอดภัย?

  •  พกถุงยางอนามัย  :  ป้องกันได้ทั้งการท้องและโรคติดต่อ 100% (หากใช้ถูกวิธี) 
  •  หลีกเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยง  :  การอยู่สองต่อสองในที่ลับตาหรือการดื่มแอลกอฮอล์จนขาดสติ 
  •  สื่อสารกับคู่รักตรงๆ  :  ตกลงเรื่องความปลอดภัยก่อนเกิดเหตุการณ์จริง 
  •  รักตัวเองให้มาก  :  คนที่รักเราจริง จะเคารพการตัดสินใจและความปลอดภัยของเรา 

"เพราะความรักไม่ได้วัดกันที่การเสียสละร่างกาย แต่อยู่ที่การร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสและปลอดภัยไปด้วยกัน"

วาเลนไทน์ปีนี้ ให้ "ถุงยางอนามัย" และ "สติ" เป็นส่วนหนึ่งของของขวัญที่คุณมอบให้ตัวเองและคู่รัก เพื่อให้วันแห่งความรักเป็นความทรงจำที่สวยงาม โดยไม่มีความกังวลตามมาภายหลัง



https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjvgMqyaw6J4CyzA-DBauupN9P-ZmuXxfvj32z-TClg_7TuZsNV3OHrcGt13r9Vp_ubij9WPY2cKBjqCKzYxfAWL-hqhq7Ea5W74SC8rrBhr-MtxebobyE8Az0ma9qeqpv8EIJK2GlMyXPLnS_SfckUDQQvX6diMDHqR_MNyzuxOSUhc6swU05e2DopANXP/s2816/Gemini_Generated_Image_tluesptluesptlue.png

12 ก.ย. 2568

เทคนิคการทำ Digital Detox: ปิดสวิตช์โลกออนไลน์ เปิดพื้นที่ให้หัวใจได้หายใจ


ในยุคที่ทุกสิ่งเชื่อมโยงกันด้วยปลายนิ้ว โลกดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่แยกไม่ออก แต่ภายใต้ความสะดวกสบายและความบันเทิงที่ได้รับอย่างไม่จำกัดนั้น หลายคนกำลังเผชิญกับ "ความเหนื่อยล้าทางดิจิทัล" (Digital Fatigue) โดยไม่รู้ตัว ซึ่งนำไปสู่ความเครียด ความวิตกกังวล และการบั่นทอนสุขภาพจิตในระยะยาว

บทความนี้จะนำเสนอเทคนิค "Digital Detox" หรือการพักจากการใช้สื่อดิจิทัล เพื่อให้คุณได้กลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง โลกแห่งความเป็นจริง และฟื้นฟูสุขภาพจิตให้แข็งแรงอีกครั้ง

Digital Detox คืออะไร? ทำไมต้องทำ?

Digital Detox คือ การตั้งใจลดหรือหยุดการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ชั่วคราว โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบเชิงลบจากการเชื่อมต่อตลอดเวลา และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีขึ้น

ทำไมถึงสำคัญต่อสุขภาพจิต?

  • ลดความเครียดและวิตกกังวล: การเสพข่าวสารเชิงลบ (Dooms Scrolling) หรือการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) สูงขึ้น และนำไปสู่ความวิตกกังวลได้

  • เพิ่มคุณภาพการนอนหลับ: แสงสีฟ้าจากหน้าจอส่งผลกระทบต่อการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ การลดใช้หน้าจอก่อนนอนจึงช่วยให้หลับได้สนิทขึ้น

  • พัฒนาสมาธิและประสิทธิภาพ: การแจ้งเตือนที่ดังขึ้นตลอดเวลาขัดจังหวะสมาธิและลดประสิทธิภาพในการทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ในโลกจริง: การหมกมุ่นกับหน้าจอทำให้ละเลยปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การทำ Digital Detox ช่วยให้เรากลับมามีส่วนร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูงได้อย่างเต็มที่

  • ค้นพบตัวเองและงานอดิเรกใหม่ๆ: เมื่อมีเวลาว่างจากหน้าจอ เราจะมีโอกาสสำรวจความสนใจส่วนตัว ค้นพบงานอดิเรกที่สร้างสรรค์ และเข้าใจความต้องการของตัวเองมากขึ้น

เทคนิคการทำ Digital Detox ฉบับปฏิบัติได้จริง

การทำ Digital Detox ไม่จำเป็นต้องหักดิบและรู้สึกทรมาน คุณสามารถเริ่มต้นด้วยขั้นตอนง่ายๆ และค่อยๆ ปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

1. กำหนดเขตปลอดดิจิทัล (Digital-Free Zones)

เลือกพื้นที่ในบ้านของคุณที่ห้ามใช้อุปกรณ์ดิจิทัลโดยเด็ดขาด เช่น:

  • ห้องนอน: ไม่นำโทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์เข้าห้องนอน เพื่อให้ห้องนอนเป็นสถานที่สำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง

  • โต๊ะอาหาร: ห้ามใช้โทรศัพท์ขณะรับประทานอาหาร เพื่อให้ทุกคนได้มีช่วงเวลาคุณภาพร่วมกัน

  • ห้องน้ำ: หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ในห้องน้ำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและเป็นการพักสายตา

  • โซนทำงาน: ลองกำหนดเวลาพักจากหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุกๆ 1 ชั่วโมง ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายหรือมองออกไปนอกหน้าต่าง

2. ตั้งกฎเรื่องเวลา (Time Limits & Schedules)

  • กำหนดเวลาปลอดโทรศัพท์: เช่น ไม่ใช้โทรศัพท์ในช่วง 1 ชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน และ 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อให้จิตใจได้เตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่และการพักผ่อน

  • ใช้แอปพลิเคชันช่วยจำกัดเวลา: มีแอปพลิเคชันมากมายที่ช่วยจำกัดเวลาการใช้งานแอปพลิเคชันบางตัว หรือล็อกหน้าจอเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เช่น Forest, OffScreen หรือตัวตั้งค่าในโทรศัพท์มือถือของคุณเอง

  • วันหยุดพักจอ (Screen-Free Day): ลองกำหนด 1 วันในสัปดาห์ เช่น วันอาทิตย์ ให้เป็นวันปลอดจากอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อใช้เวลากับกิจกรรมอื่นๆ อย่างเต็มที่

3. ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น (Turn Off Notifications)

การแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาตลอดเวลาคือตัวขัดสมาธิชั้นดี:

  • ปิดการแจ้งเตือนแอปโซเชียลมีเดีย: เลือกปิดการแจ้งเตือนแบบ Pop-up หรือเสียงเตือนสำหรับแอปพลิเคชันที่ไม่สำคัญ เพื่อลดสิ่งรบกวน

  • ใช้โหมด "ห้ามรบกวน" (Do Not Disturb): เปิดโหมดนี้ในเวลาที่ต้องการสมาธิ หรือในช่วงเวลาพักผ่อน เพื่อป้องกันสายเข้าหรือข้อความที่ไม่จำเป็น

4. ทำความสะอาดดิจิทัล (Digital Declutter)

เหมือนกับการจัดบ้าน การจัดระเบียบพื้นที่ดิจิทัลก็สำคัญ:

  • ลบแอปที่ไม่จำเป็น: ลบแอปพลิเคชันที่คุณไม่ได้ใช้งานหรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เพื่อลดสิ่งล่อใจ

  • เลิกติดตามบัญชีที่สร้างพลังงานลบ: ยกเลิกการติดตามบัญชีโซเชียลมีเดียที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดี หรือเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น

  • จัดเรียงแอปให้เป็นระเบียบ: ซ่อนแอปโซเชียลมีเดียไว้ในโฟลเดอร์ลึกๆ หรือหน้าจอสุดท้าย เพื่อไม่ให้เห็นง่ายจนเผลอกดเข้าไป

5. ค้นหากิจกรรมทดแทน (Find Analog Activities)

เมื่อลดเวลาหน้าจอแล้ว ควรหากิจกรรมอื่นๆ มาเติมเต็ม เพื่อให้ไม่รู้สึกเบื่อหรือขาดอะไรไป:

  • อ่านหนังสือ: กลับไปสู่การอ่านหนังสือเล่ม การอ่านช่วยพัฒนาสมาธิและเสริมสร้างจินตนาการ

  • ออกกำลังกาย: ไปวิ่ง, โยคะ, หรือเดินเล่นในสวนสาธารณะ การออกกำลังกายช่วยลดความเครียดได้อย่างดีเยี่ยม

  • งานอดิเรกสร้างสรรค์: วาดรูป, เล่นดนตรี, ทำอาหาร, จัดสวน, หรือทำงานฝีมือ

  • ใช้เวลากับธรรมชาติ: "อาบป่า" (Forest Bathing) หรือเพียงแค่เดินเล่นในสวนสาธารณะ การเชื่อมโยงกับธรรมชาติช่วยฟื้นฟูจิตใจ

  • พูดคุยกับคนรอบข้าง: ใช้เวลาคุณภาพกับครอบครัวและเพื่อนฝูง โดยไม่มีโทรศัพท์มาขัดจังหวะ

6. ท้าทายตัวเองด้วย "Digital Detox Holiday"

หากคุณพร้อมที่จะก้าวไปอีกขั้น ลองวางแผนการเดินทางหรือวันหยุดพักผ่อนที่เน้นการตัดขาดจากโลกดิจิทัล:

  • เลือกจุดหมายปลายทางที่สัญญาณไม่ดี: การไปพักในสถานที่ห่างไกลที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ดีนัก เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการบังคับตัวเองให้ตัดขาด

  • ฝากโทรศัพท์ไว้กับเพื่อนหรือที่พัก: หากคุณกล้าพอ ลองฝากโทรศัพท์ไว้กับคนที่ไว้ใจ หรือล็อกเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทาง และนำออกมาใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉิน

  • พกกล้องฟิล์มหรือกล้องดิจิทัลธรรมดา: ถ่ายภาพด้วยกล้องที่ไม่ใช่โทรศัพท์ เพื่อให้คุณได้สัมผัสกับประสบการณ์การถ่ายภาพอย่างเต็มที่

เริ่มต้นวันนี้ เพื่อสุขภาพจิตที่ดีกว่าเดิม

การทำ Digital Detox ไม่ใช่เรื่องของการปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างสมดุลที่ดีระหว่างโลกออนไลน์และโลกแห่งความเป็นจริง มันคือการให้ของขวัญอันล้ำค่าแก่ตัวคุณเอง นั่นคือ "เวลา" และ "พื้นที่" ให้หัวใจได้หายใจ และฟื้นฟูสุขภาพจิตให้กลับมาแข็งแรง

เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ที่คุณทำได้ และค่อยๆ เพิ่มระดับความท้าทายไปเรื่อยๆ คุณจะพบว่าเมื่อคุณลดเวลาบนหน้าจอลง คุณจะมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และมีความสุขกับชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น ขอให้สนุกกับการเดินทางสู่การเป็น "คุณคนใหม่" ที่แข็งแรงทั้งกายและใจ!

24 มิ.ย. 2568

รู้จัก...โรคไข้หวัดใหญ่

📋 รู้จัก...โรคไข้หวัดใหญ่ 🦠
🔹 โรคระบาดประจำถิ่นที่มีมานาน พบได้ทุกกลุ่มอายุ แต่จะพบมากในเด็ก 👧 อัตราป่วยตายมักพบในผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว 👵🧓🫁
📋 โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้ออินฟลูเอนซาไวรัส (Influenza virus) มี 3 ชนิด คือ Influenza A, B และ C
การติดต่อ:
- ผ่านการหายใจ: รับละอองฝอยจากน้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย
- มือสัมผัส: สัมผัสกับละอองฝอยที่มีเชื้อแล้วนำมาสัมผัสที่จมูกหรือตา
คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่:
ปิด 😷: ปิดปาก จมูก เมื่อไอ จาม ทุกครั้ง ด้วยผ้า หรือทิชชู หากป่วยควรสวมหน้ากากอนามัย
ล้าง 🧼: ล้างมือก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์
เลี่ยง 🙅‍♀️: หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด คลุกคลีกับผู้ป่วย หรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีผู้คนแออัด
หยุด 🛌: หยุดเมื่อป่วย หยุดงาน หยุดเรียน แม้มีอาการไม่มาก ควรพักรักษาตัวอยู่บ้าน จนกว่าจะหายดี
ฉีด 💉: ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เพียงพอ
จัดทำ ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2568
ที่มา: สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 3 จังหวัดนครสวรรค์, กรมควบคุมโรค
❤️ด้วยความปรารถนาดีจาก สคร.3 นครสวรรค์❤️
❤️ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ได้ทัน ป้องกันได้! ✅

__________________________







16 พ.ค. 2568

5 อันดับโรคที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดใน 5 ปีที่ผ่านมา

5 อันดับโรคที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด
ใน 5 ปีที่ผ่านมา

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สถิติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ระบุว่า มีโรคร้ายแรงบางชนิดที่ยังคงคร่าชีวิตผู้คนในระดับสูงอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ทั้งจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ความเสื่อมของร่างกายตามอายุ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ 5 อันดับโรคที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในช่วงปี 2020–2024 พร้อมแนวทางป้องกันเพื่อให้คุณและคนที่คุณรักห่างไกลจากความเสี่ยง



อันดับที่ 1:
โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases)

สถิติ:

  • คิดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตประมาณ 17.9 ล้านรายต่อปีทั่วโลก

  • เป็นกลุ่มโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดต่อเนื่องหลายปี

สาเหตุหลัก:

  • ความดันโลหิตสูง

  • คอเลสเตอรอลสูง

  • พฤติกรรมการกินที่ไม่ดี เช่น อาหารไขมันสูง น้ำตาลสูง

  • ขาดการออกกำลังกาย

  • สูบบุหรี่

วิธีป้องกัน:

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี

  • หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ อาหารแปรรูป และโซเดียมสูง

  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

  • งดสูบบุหรี่และลดแอลกอฮอล์

  • ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะระดับไขมันและความดัน


อันดับที่ 2:
โรคมะเร็ง (Cancer)

สถิติ:

  • คร่าชีวิตกว่า 10 ล้านคนต่อปี

  • มะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่

สาเหตุหลัก:

  • การสัมผัสสารก่อมะเร็ง เช่น ควันบุหรี่ แอลกอฮอล์

  • พฤติกรรมการกิน เช่น เนื้อแดง อาหารปิ้งย่าง

  • พันธุกรรม

  • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HPV, HBV

วิธีป้องกัน:

  • ตรวจสุขภาพและคัดกรองมะเร็งตามช่วงอายุ (เช่น มะเร็งเต้านม ปากมดลูก ลำไส้ใหญ่)

  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

  • รับประทานผักผลไม้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  • ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV และไวรัสตับอักเสบบี


อันดับที่ 3:
โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง (Chronic Respiratory Diseases)

สถิติ:

  • มีผู้เสียชีวิตกว่า 3.5 ล้านรายต่อปี

  • โรคที่พบบ่อย เช่น ถุงลมโป่งพอง หอบหืด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)

สาเหตุหลัก:

  • การสูบบุหรี่ (สาเหตุหลักของ COPD)

  • มลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5

  • การทำงานในสภาพแวดล้อมมีสารเคมี/ฝุ่น

  • พันธุกรรมหรือโรคประจำตัวแต่กำเนิด

วิธีป้องกัน:

  • งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง

  • ใช้หน้ากากป้องกันฝุ่นเมื่อต้องออกนอกบ้านในวันที่คุณภาพอากาศแย่

  • รักษาสภาพแวดล้อมในบ้านให้สะอาด ปราศจากฝุ่นและเชื้อรา

  • ตรวจปอดตามแพทย์นัดหากมีอาการหายใจลำบากเรื้อรัง

  • รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่และป้องกันปอดบวมตามคำแนะนำของแพทย์


อันดับที่ 4:
เบาหวาน (Diabetes Mellitus)

สถิติ:

  • เสียชีวิตราว 1.5 ล้านรายต่อปีโดยตรง และอาจเกี่ยวข้องกับอีกหลายล้านรายทางอ้อม

  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในประเทศรายได้ปานกลางถึงต่ำ

สาเหตุหลัก:

  • พฤติกรรมการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็มมากเกินไป

  • ขาดการออกกำลังกาย

  • น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน

  • พันธุกรรมและอายุที่เพิ่มขึ้น

วิธีป้องกัน:

  • เลือกรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน

  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดประจำปี

  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม ชาเย็น ชานม


อันดับที่ 5:
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน (เช่น COVID-19, ปอดบวม)

สถิติ:

  • เฉพาะ COVID-19 มีผู้เสียชีวิตกว่า 7 ล้านคนทั่วโลกตั้งแต่ปี 2020

  • ปอดบวมยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

สาเหตุหลัก:

  • ไวรัส SARS-CoV-2 (COVID-19)

  • แบคทีเรียและไวรัสที่ก่อให้เกิดปอดอักเสบ

  • การติดเชื้อซ้ำซ้อนในผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว

วิธีป้องกัน:

  • รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 และไข้หวัดใหญ่ตามคำแนะนำของแพทย์

  • รักษาสุขอนามัย เช่น ล้างมือบ่อย ๆ และสวมหน้ากากในที่แออัด

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วยที่มีอาการไอจาม

  • พักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลภูมิคุ้มกันของร่างกาย

โรคที่คร่าชีวิตมากที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และ สภาพแวดล้อม เป็นสำคัญ การปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับหลักสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารให้สมดุล ออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ และตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แข็งแรงยั่งยืน


หากคุณเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ อนาคตคุณจะขอบคุณตัวเองในวันที่ยังมีสุขภาพดีอยู่เสมอ



ป่วยโควิด-19 ในปี 2568 ต้องทำอย่างไรบ้าง ? อาการและข้อปฏิบัติต้องรู้

 โควิด-19 ยังคงอยู่กับเราตลอดไปเหมือนกับไข้หวัดใหญ่ เปิดอาการโควิดล่าสุด และข้อปฏิบัติหากสงสัยว่าป่วย และ มาตรการการกักตัวและการรักษาตัวที่บ้าน ?

โควิด-19 แน่นอนว่า หลายคนรู้จักและคุ้นเคยดี เพราะสถานการณ์ผู้ติดเชื้อที่รุนแรงมากๆได้หายไปพักใหญ่ แต่ล่าสดปี 2568 ด้วยปัจจัยหลังเทศกาลสงกรานต์ และ หน้าฝน ทำให้โควิด 19 กลับระบาดเพิ่มอีกครั้ง ซึ่งข้อมูลล่าสุดวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 มีจำนวนผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปี 2568 อยู่ที่ ประมาณ 74,600 รายสียชีวิตเพิ่ม 6 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 22 ราย ซึ่งถึงแม้อาการจะไม่รุนแรง แต่อย่างที่เห็นว่ายังมีผู้ป่วยและเสียชีวิตอยู่ วันนี้ พีพีทีวีออนไลน์ จะอัปเดตข้อมูลและทำอย่างไรหากต้องติดโควิดในยุค 2568 นี้


จากข้อมูลกรมควบคุมโรคพบว่าสถานการณ์ โควิด-19 ในไทยขณะนี้เป็น สายพันธุ์ โอมิครอน XEC ซึ่ง สายพันธุ์ลูกผสมตัวใหม่ในตระกูลโอมิครอน พบครั้งแรกที่เยอรมนี มิ.ย. 2567 เกิดจากการรวมกันของ 2 สายพันธุ์ย่อย: KS.1.1 (FLiRT) และ KP.3.3 (FLuQE) แพร่เร็วขึ้นจากการกลายพันธุ์หลายจุด พบแล้วในอย่างน้อย 15 ประเทศ รวมถึงยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย มีการถอดรหัสพันธุกรรมแล้วกว่า 550 ตัวอย่างจาก 27 ประเทศ

จากข้อมูลในสหรัฐฯ อังกฤษ และจีนXEC แพร่เร็วกว่าโอมิครอนตัวอื่นถึง 84–110%บางประเทศมี XEC มากถึง 10–20% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่

อาการของ XEC

  • ไข้ ไอ เจ็บคอ
  • เหนื่อยง่าย ปวดหัว ปวดตัว
  • คัดจมูก น้ำมูกไหล
  • สูญเสียการรับกลิ่น/รส
  • เบื่ออาหาร ท้องเสีย อาเจียน

ซึ่งผู้ที่ได้รับวัคซีนครบหรือเคยติดเชื้อมาก่อน มักมีอาการไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการเลย แต่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หรือภาวะหายใจล้มเหลว 


ข้อปฏิบัติหากสงสัยป่วยโควิด

กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า กรณีเกิดการเจ็บป่วย หรือ สงสัยว่าเป็นโควิด-19 ควรปฏิบัติ

  • หากมีอาการสงสัย หรือ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ให้ตรวจหาเชื้อด้วย ATK ทันที
  • หากผลการตรวจเป็นบวก ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา งดทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวและผู้อื่น แยกของใช้ส่วนตัว หากจำเป็นต้องออกจากที่พัก ขอให้เข้มงวดมาตรการเว้นระยะห่าง ล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา
  • กรณีที่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีไข้ ไอ มีเสมหะ โดยที่อาการไม่รุนแรง แต่ไม่สามารถตรวจ ATK ให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่สาธารณะ หากจำเป็น จะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา
  • กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูง หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการ
  • งดหรือหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง 608 หากไม่สามารถหลีกเลี่ยง จะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

ควรตรวจ ATK เมื่อไร?
หากมีเชื้อโควิดในร่างกายไม่มาก การตรวจโควิดด้วย ATK อาจไม่พบเชื้อ ดังนั้น ถ้ามีอาการไม่สบาย เช่น เจ็บคอมาก มีไข้ต่ำ ๆ ควรหมั่นตรวจ ATK เรื่อย ๆ จนถึงวันที่ 4-5 หลังจากเริ่มมีอาการ หากอาการป่วยรุนแรงขึ้นก็ควรไปพบแพทย์และเข้ากระบวนการรักษาอย่างเหมาะสม

โควิด 2568 กี่วันหาย
จะหายป่วยโควิดเมื่อไรนั้นขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละคน เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่แตกต่างกัน ทั้งเรื่องจำนวนเชื้อและสายพันธุ์ของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย รวมถึงความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเชื้อโรค


ซึ่งการกักตัวอย่างน้อย 5 วันตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข สามารถลดโอกาสแพร่เชื้อได้ หรือถ้าเป็นไปได้ควรกักตัวสัก 7-10 วัน จนกว่าจะไม่มีอาการป่วย และตรวจ ATK แล้วเป็นลบ จึงกลับออกมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ 

ขณะที่ในบางคนอาจหลงเหลืออาการอยู่เล็กน้อย เช่น หายโควิดแต่ยังไอ นั่นเป็นเพียงการอักเสบของอวัยวะที่ยังตกค้างอยู่ในร่างกาย ซึ่งอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นในภายหลัง


วิธีรักษาโควิดที่บ้าน
ข้อมูลจากประกาศของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่า สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แพทย์จะให้กลับไปรักษาตัวที่บ้านเหมือนผู้ป่วยนอกทั่วไป โดยผู้ป่วยควรกักตัวที่บ้านอย่างน้อย 5 วัน เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังผู้อื่น และไม่จำเป็นต้องรับประทานยาต้านไวรัส เนื่องจากส่วนมากหายได้เอง

สำหรับวิธีรักษาโควิดที่บ้านตามแนวทางปัจจุบันยังคงเป็นการรักษาตามอาการที่ปรากฏ เช่น รับประทานยาพาราเซตามอลเมื่อมีไข้ ใช้ยาแก้ไอเมื่อมีอาการไอ เป็นต้น ซึ่งอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ยกเว้นว่ามีอาการทรุดหนักลง หายใจลำบาก เช่นนี้ควรรีบกลับไปพบแพทย์

การป้องกันโควิดในปัจจุบัน
  • สวมหน้ากาก เมื่ออยู่ในพื้นที่ปิดหรือมีคนหนาแน่น
  • ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า โดยไม่จำเป็น
  • เว้นระยะห่างทางสังคม ในที่สาธารณะ
  • ตรวจ ATK หากมีอาการเข้าข่าย
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ




ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค และ ศูนย์ข้อมูล COVID-19 และ pptvhd36.com